KEY
POINTS
กรณีกระทรวงพาณิชย์ แถลงเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนธันวาคม 2568 ปรับลดลง 0.28 % ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 นั้น ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เศรษฐกิจไทยแม้ยังไม่เข้าขั้น “เงินฝืด” เต็มรูปแบบ แต่ถือเป็น สัญญาณอันตรายชัดเจน ว่ากำลังซื้อของประชาชนกำลังหดตัว และเศรษฐกิจเริ่ม “ฝืด” อย่างมีนัยสำคัญ
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เปรียบภาวะปัจจุบันว่าเหมือนคนที่ “คัดจมูกแต่ยังไม่เป็นไข้” โดยหากเงินเฟ้อติดลบยาวถึง 4–5 ไตรมาส หรือข้ามปี จะสะท้อนภาวะเงินฝืดอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีอยู่ ยังเป็นเพียงการประคอง ไม่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนให้ GDP หรือรายได้ประชาชนได้จริง
หากเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกจากปัจจัยต้นทุน เช่น ราคาพลังงานหรือสินค้าแพงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ นั่นไม่ใช่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาระประชาชน ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังติดกับดักการเติบโตต่ำกว่า 2% และยังไม่สามารถกลับไปแตะระดับ 3% ได้มาหลายปี
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ระบุว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้ประชาชนลดการใช้จ่ายและระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นมีแนวโน้มอ่อนแรง เศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในภาวะ “ไข้รุมๆ” ยังไม่ล้ม แต่ พร้อมทรุดได้ทุกเมื่อหากเจอแรงกระแทกเพิ่ม
ปัจจัยซ้ำเติมคือช่วงรอยต่อทางการเมือง ตั้งแต่การเลือกตั้งจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจกินเวลานานถึง 8–9 เดือน เกิดภาวะ “สุญญากาศทางเศรษฐกิจ” ในขณะที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนไม่สามารถรอความชัดเจนได้ พร้อมเสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรจัดให้พรรคเดียวดูแลกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานแบบแยกส่วนและนโยบายสะดุด
ในมุมของนโยบายประชานิยม ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ชี้ชัดว่า มาตรการแจกเงินหรือช่วยเหลือรายได้เป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่ใช้ได้แค่ระยะสั้นราว 6 เดือน หากไม่มีแผนถอนยาและรักษาที่ต้นเหตุ จะยิ่งเพิ่มภาระการคลังโดยไม่สร้างความแข็งแรงให้ระบบเศรษฐกิจ
พร้อมเตือนว่า ไทยเสียเวลาไปกับการปรับฝั่งการผลิตมานานกว่า 10 ปี แต่ล้มเหลว เพราะขาดตลาดรองรับ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการใช้ “ตลาดนำการผลิต” เช่น การสร้าง Niche Market หรือสินค้าคุณภาพสูง เพื่อให้ธุรกิจเห็นโอกาสและยอมลงทุนปรับตัว โดยการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจต้องทำให้เห็นผลภายใน 18 เดือน หากช้ากว่านี้อาจไม่ทันต่อความเสี่ยงที่สะสมอยู่
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ระบุว่า หากยังไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า ไทยอาจถูกมองเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุน โดยเงินลงทุนจากต่างชาติเริ่มไหลไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียมากขึ้น เนื่องจากมองว่าไทยยังเน้นนโยบายระยะสั้น และขาดเสถียรภาพทางการเมือง
ขณะที่ภาคท่องเที่ยว แม้รัฐพูดถึงการดึงนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่โครงสร้างยังไม่เอื้อ หากไม่สร้างพื้นที่หรือเงื่อนไขชัดเจน เช่น โซนรองรับกลุ่มมหาเศรษฐีหรือเรือยอร์ช ผู้ประกอบการก็ไม่กล้าลงทุน และไทยจะติดกับดักท่องเที่ยวปริมาณมากแต่มูลค่าต่ำต่อไป
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ สรุปว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้เหมือนคนที่เกาะขอบเหว ร่างกายห้อยลงไปแล้ว และแรงที่มือเริ่มลดลง หากรัฐบาลใหม่ไม่เร่งฟอร์มทีมเศรษฐกิจและเดินนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะไหลลงสู่จุดที่ฟื้นได้ยาก
พร้อมย้ำว่า นโยบายการคลังต้องเป็น “พระเอก” ในการพาเศรษฐกิจพ้นวิกฤต
ส่วนนโยบายการเงินเป็นเพียง “พระรอง” คอยประคองเสถียรภาพ พร้อมเสนอให้กระทรวงเศรษฐกิจหลักอย่าง กระทรวงการคลัง,กระทรวงอุตสาหกรรม ,กระทรวงเกษตรฯ ,กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ ต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว มีเอกภาพเพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ และฟื้นกำลังซื้ออย่างยั่งยืน ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะ “หลุดลงเหว” อย่างถาวร