เงินเฟ้อติดลบสะท้อนกำลังซื้อหด อสังหาฯ เปลี่ยนเกมสู่บ้านมือสอง

09 ม.ค. 2569 | 06:25 น.

เงินเฟ้อติดลบไม่ใช่สัญญาณบวกของเศรษฐกิจ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองสะท้อนกำลังซื้อถดถอย ชี้ตลาดอสังหาฯ กำลังผ่านจุดต่ำสุด และจะเริ่มกลับสู่สมดุลในปี 2569

KEY

POINTS

  • ภาวะเงินเฟ้อติดลบของไทยเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรง ไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
  • กำลังซื้อที่ลดลงส่งผลให้ผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์หันไปสนใจบ้านมือสองที่มีราคาถูกกว่าบ้านใหม่มากขึ้น
  • ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาตามต้นทุนได้ และต้องลดราคาเพื่อประคองยอดขาย ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว

ภาวะเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับติดลบ กำลังกลายเป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจมากกว่าภาพบวกด้านค่าครองชีพ โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.14% ต่ำกว่าเป้าหมายของกนง.ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญ

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า เงินเฟ้อในระดับต่ำเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง แต่เป็นผลจากกำลังซื้อที่หดตัว เศรษฐกิจตึงตัว และการตรึงราคาสาธารณูปโภคของภาครัฐ ทั้งค่าไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึงการที่ผู้ประกอบการต้องลดราคาสินค้าเพื่อประคองยอดขายให้อยู่รอด

ในเชิงกลไก เศรษฐกิจที่แข็งแรงควรอยู่บนสมดุลที่ “รายได้เติบโตเร็วกว่ารายจ่าย” โดยเงินเฟ้อควรอยู่ในระดับ 1.5-2% เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และจูงใจให้เกิดการผลิตและการลงทุน หากรายได้เติบโต 4-5% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ราว 2% ผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อส่วนเกินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายและการลงทุนระยะยาว

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ราคาสินค้าหลายหมวดจะนิ่งหรือปรับลดลง ซี่งดูเหมือนเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในระยะสั้น ทว่าในภาพรวมกลับสะท้อนว่ากำลังซื้อของคนไทยถอยลง รายได้และกำไรของผู้ประกอบการลดลง จนไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ตามต้นทุนที่แท้จริง

นายสุนทรชี้ว่า เงินเฟ้อโดยทั่วไปจะเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แรงผลักจากต้นทุน (Cost Push) และแรงดึงจากกำลังซื้อ (Demand Pull) ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยไม่พบทั้งสองปัจจัย

ด้านต้นทุน ราคาวัตถุดิบและพลังงานถูกควบคุมหรือปรับลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ ส่วนด้านกำลังซื้อ ผู้บริโภคอยู่ในภาวะรัดเข็มขัด แตกต่างจากช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งที่คนมีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากจนเกิดฟองสบู่

ผลของเงินเฟ้อต่ำเริ่มส่งผลชัดในหลายหมวดสินค้า โดยเฉพาะปัจจัย 4 โดยนายสุนทรได้ยกตัวอย่าง เช่น ในหมวดอาหาร ร้านอาหารระดับกลาง-บนต้องปรับกลยุทธ์ลงมาทำตลาดราคาประหยัดเพื่อแข่งขันกับร้านรายย่อย

ในขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัย ราคาบ้านใหม่มีแนวโน้มนิ่งหรือถอยลง และผู้บริโภคหันไปซื้อบ้านมือสองมากขึ้น เนื่องจากราคาเฉลี่ยต่ำกว่าบ้านใหม่อย่างมีนัยสำคัญ หรือในด้านยานยนต์ ราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกปรับลดลงอย่างรุนแรงจากการแข่งขันสูง ขณะที่ราคาพลังงานยังคงถูกตรึงเพื่อไม่ให้กระทบค่าขนส่งและต้นทุนชีวิต

แม้ภาพรวมจะยังซบเซา นายสุนทรมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงปี 2567-2568 และกำลังเข้าสู่ระยะปรับสมดุลในปี 2569 ปัจจัยสำคัญมาจากอุปทานในภาคธุรกิจ เช่น ที่อยู่อาศัยที่ลดลงหลังการชะลอการผลิตต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของภาครัฐ

การแก้ปัญหาหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มหนี้เสียรายย่อยที่มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 60% ของบัญชี NPL ทั้งระบบ จะช่วยให้ประชาชนจำนวนมากสามารถกลับเข้าสู่ระบบเครดิตได้อีกครั้ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะผู้ซื้อที่ติดแบล็กลิสต์เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถขอสินเชื่อได้

เมื่อสถานะเครดิตกลับมา ธนาคารก็จะมีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ SME ส่งผลให้ดีมานด์ที่มีอยู่จริงสามารถดูดซับสต็อกคงค้าง และเริ่มวงจรการผลิตและการลงทุนรอบใหม่ในปี 2569

นายสุนทรยังเปรียบเทียบเงินเฟ้อว่า ไม่ต่างจากลมยางรถจักรยานยนต์ หากลมอ่อนเกินไป รถจะวิ่งอืดและขับเคลื่อนได้ยาก แต่หากลมแรงเกินไปจนยางพอง ก็เสี่ยงระเบิด เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงต้องการ “ลมยางที่พอดี” หรือเงินเฟ้อในระดับเหมาะสม เพื่อให้มีการเติบโตเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและไม่ซ้ำรอยวิกฤตในอดีต