ประธานสภาอุตฯ ชี้ประชาชนกังวลภาพเศรษฐกิจจริง มากกว่าเงินฝืด

09 ม.ค. 2569 | 05:11 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 05:11 น.

ประธาน ส.อ.ท. ชี้ภาพเศรษฐกิจจริงล่าสุดเป็นสิ่งที่ประชาชนกังวลมากกว่าภาวะเงินฝืด ระบุขึ้นอยู่กับทฤษฎีของแต่ละคนจะมอง

KEY

POINTS

  • ประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่าประชาชนกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะกำลังซื้อและปัญหาหนี้ครัวเรือน มากกว่าคำนิยามของภาวะเงินฝืด
  • ภาวะเงินเฟ้อติดลบมีสาเหตุจากปัจจัยเฉพาะ เช่น นโยบายลดค่าครองชีพของรัฐบาล ราคาน้ำมันที่ไม่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ไม่ได้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดยตรง
  • ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อคือสภาพคล่องในตลาด กำลังซื้อของประชาชนที่อาจหดหายไป และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยติดลบต่อเนื่อง 9 เดือนเป็นภาวะเงินฝืดหรือไม่ว่า ในความเป็นจริงแล้ว อยู่ที่มุมมองว่าจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งตามทฤษฏีแล้วไม่เหมือนกันไปทั้งหมด โดยทั่วไปหากเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันหลายเดือนก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

อย่างไรก็ดี กรณีของประเทศไทยนั้น เงินเฟ้อที่ลดลงต้องดูจากปัจจัยส่วนอื่นเปรียบเทียบ โดยของไทยหากดูจากเรื่องราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ อาหารก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี 

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาชี้แจง โดยระบุว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพียงแค่เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานาน แต่หากมองตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักก็จะระบุว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

“นักวิชาการของ ธปท. เคยออกมาชี้แจงแล้วว่าพื้นฐานของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ในหมวดที่ทำเงินเฟ้อติดลบก็มาจากนโยบายของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นการลดค่าครองชีพ ประกอบกับปัจจุบันราคาน้ำมันไม่เพิ่มสูงขึ้น และเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลทำให้การนำเข้าถูกลง ก็มีส่วนทำให้ค่าเงินเฟ้อติดลบ”

ประธานส.อ.ท. ชี้ประชาชนกังวลภาพเศรษฐกิจจริงมากกว่าเงินฝืด

ทั้งนี้ ต้องพิจารณาว่าสภาพคล่องในตลาดมีมากน้อยแค่ไหน กำลังซื้อเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่า หากไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเม็ดเงิน หรือกำลังซื้อหายไปหรือไม่ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าภาะเงินเฟ้อดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกำลังผลิตที่ลดลงหรือไม่นั้น ต้องเรียนว่าไม่ใช่ส่วนเดียวกัน โดยกำลังผลิตที่ลดลงมาจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ลดลงจากการนำเข้าสินค้าทดแทน ยกตัวอย่างเช่น ช่วง 11 เดือนของปี 2568 ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 29% แต่ขณะเดียวกันไทยมีการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 32% ซึ่งมีผลทำให้ MPI ของไทยไม่ขยับ 

“ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ จึงทำให้ยอดการส่งออก หรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนไปสู่จีดีพี (GDP) ของไทยเท่าใดนัก“

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส่วนใหญ่ภาวะเงินเฟ้อ หรือเงินฝืดขึ้นอยู่กับดัชนีสินค้าอุปโภค บริโภค หรือจะกล่าวก็คืออาหารแพงขึ้นหรือไม่ หากแพงขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี เงินเฟ้อก็จะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยทุกประเทศส่วนใหญ่ รวมถึงไทยจะตั้งค่าเงินเฟ้อมาตรฐานไว้ที่ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มาก 

ประธานส.อ.ท. ชี้ประชาชนกังวลภาพเศรษฐกิจจริงมากกว่าเงินฝืด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ โดยภาวะเงินฝืดก็มีความเป็นไปได้ตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสุดท้ายก็จะกลับมาสะท้อนอีกว่ากำลังซื้อของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนกดทับอยู่หรือไม่ เพราะยังอยู่ในระดับสูง รายได้ของประชาชนไม่เพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากกว่า เพราะเรื่องภาวะเงินฝืดก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของใครว่าจะคิดเห็นอย่างไร

“ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า ในเชิงข้อเท็จจริงของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันคือสิ่งที่สังคม และประชาชนกังวลมากกว่า” นายเกรียงไกร กล่าวย้ำ