ค้าน!ประกันสังคมเก็บเงินเพิ่ม ผลักภาระ‘แรงงาน-นายจ้าง’

09 ม.ค. 2569 | 02:50 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 02:57 น.

เอกชนย้ำปรับเพดานจ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบใหม่ต้องชัดเจน แรงงานต้องได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม ไม่ใช่ผลักภาระให้ลูกจ้าง-นายจ้างต้องควักเงินเพิ่มท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ปี 67 รัฐค้างส่งเงินสมทบกว่า 6 หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • มีการคัดค้านการปรับขึ้นเงินสมทบประกันสังคมแบบขั้นบันไดที่จะเริ่มในปี 2569 เนื่องจากเป็นการผลักภาระให้แก่ลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง
  • หลายฝ่ายมองว่าช่วงเวลาในการปรับขึ้นไม่เหมาะสม เพราะภาวะเศรษฐกิจยังคงผันผวนและยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME
  • เกิดความกังวลว่านายจ้างอาจลดต้นทุนด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานเป็นแบบจ้างเหมาหรือรายวัน ทำให้แรงงานหลุดจากระบบประกันสังคม
  • มีข้อเสนอแนะให้ใช้เงินที่เก็บเพิ่มเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของกองทุนชราภาพและเพิ่มเงินบำนาญ แทนการนำไปใช้กับสิทธิรักษาพยาบาลซึ่งมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ

หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ เรื่อง กำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ม.33) แบบขั้นบันได และเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐต้องร่วมรับภาระเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

เพราะการกำหนดเพดานค่าจ้างใหม่ สำหรับใช้คำนวณการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จากเดิมที่การจ่ายเงินสมทบผู้ประกันตน กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 750 บาท (5% ของเงินเดือน) จะเป็นการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบขั้นบันได โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิม 750 บาท เริ่มเดือนมกราคม 2569

ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน

ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน โดยผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดเช่นกัน (มีตารางประกอบ)

ยอมจ่ายเพื่อประโยชน์ลูกจ้าง

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับเพดานเงินสมทบเป็นเรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งยังไม่ได้รับข้อมูลชัดเจนจากสมาชิกเกี่ยวกับผลกระทบต่อองค์กรและลูกจ้าง ดังนั้นในเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าภาคอุตสาหกรรมเห็นด้วยหรือไม่

สำหรับจำนวนลูกจ้างในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 หากนับรวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีลูกจ้างประมาณ 6–7 แสนคน ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมไม่เคยมีปัญหาในการจ่ายเงินสมทบ เพราะมองว่าเป็นระบบที่ดีต่อองค์กรและลูกจ้างอยู่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่าการปรับขึ้นเงินสมทบในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และต้นทุนผู้ประกอบการโดยรวมยังสูงอาจเพิ่มภาระให้ภาคเอกชน ดร.สัมพันธ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่เก็บเพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หากใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อลูกจ้างและช่วยให้ระบบประกันสังคมมั่นคง ภาคเอกชนก็พร้อมสนับสนุน แต่ตอนนี้ยังต้องติดตาข้อมูลและรอฟังเหตุผลอย่างเป็นทางการก่อน

ค้าน!ประกันสังคมเก็บเงินเพิ่ม ผลักภาระ‘แรงงาน-นายจ้าง’

ไม่เหมาะช่วงศก.ยังไม่โงหัว

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ส่วนตัวมองว่าการปรับขึ้นในช่วงเวลานี้อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้างสำหรับเป้าหมายของการปรับเงินสมทบแบบขั้นบันไดในครั้งนี้ทราบว่า มีเหตุผลเพื่อเสริมความมั่นคงกองทุนชราภาพและรองรับสังคมสูงวัย

หากไม่มีการปรับฐานเงินสมทบ กองทุนอาจอยู่ได้อีกไม่กี่ปี การปรับจึงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ดีมองว่า ภาคธุรกิจที่มีพนักงานจำนวนมากจะได้รับผลกระทบมากในช่วงที่เศรษฐกิจขาลง แต่ธุรกิจที่ยังเติบโตหรือขยายตัว การจ่ายเพิ่มอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ต้องตอบให้ได้ว่าเพื่อใคร

นายแสงชัยธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า หากการเพิ่มเงินสมทบเป็นเพียงการนำเงินไปอุดช่องว่างหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ย่อมไม่สามารถสร้างศรัทธาให้ระบบประกันสังคมได้ แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาสิทธิประโยชน์ และเตรียมความพร้อมให้แรงงานก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มเงินสมทบจะถูกมองในฐานะ “การลงทุนเพื่ออนาคต” มากกว่าภาระ

ในมุมของภาคผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การขับเคลื่อนประกันสังคมต้องไม่ละเลยความแข็งแกร่งของนายจ้าง เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ระบบที่ดีและเป็นธรรมจะช่วยให้นายจ้างสามารถดูแลแรงงานได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ค้านนำไปใช้ “รักษาพยาบาล-คลอดบุตร”

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคมว่า หากการเรียกเก็บเงินเพิ่มช่วยให้สิทธิประโยชน์ในระยะยาวของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม เสนอว่าควรมีการจัดเก็บแบบ “ขั้นบันได” เนื่องจากผู้ประกันตนมีรายได้ไม่เท่ากัน การขึ้นแบบเท่ากันหมดอาจสร้างปัญหาให้กับลูกจ้างที่มีรายได้น้อย

สารี อ๋องสมหวัง

รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการนำเงินสมทบที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 750 บาท เป็น 875 บาท ไปใช้ในส่วนของสิทธิประโยชน์การเจ็บป่วยและคลอดบุตร โดยให้เหตุผลว่า สิทธิด้านสุขภาพควรเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่รัฐต้องดูแลให้เท่าเทียมกับสิทธิบัตรทองหรือข้าราชการ ผู้ประกันตนไม่ควรต้องเสียเงินสมทบในส่วนนี้เอง และรัฐบาลควรเข้ามาสมทบงบประมาณในส่วนนี้แทนเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิ์ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง

ทั้งนี้ควรเน้นไปที่ “เงินบำนาญ” มากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันเงินบำนาญที่ผู้ประกันตนได้รับน้อยเกินกว่าจะใช้ชีวิตได้จริง เช่น กรณีของตนเองที่ส่งเงินสมทบมานานกว่า 30 ปี แต่ได้รับบำนาญเพียง 5,475 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ

“อย่างน้อยควรจะมีบำนาญ 9,000 บาท เพื่อให้ครอบคลุมทั้งค่าอาหารและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ในบั้นปลายชีวิต”

ดึงเงินคนรุ่นใหม่ อุดรอยรั่วบริหารล้มเหลว

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด แสดงความคิดเห็นว่า วิธีที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการเก็บเงินสมทบเพิ่ม ตอนนี้ถูกมองว่าเป็นการนำเงินจากคนรุ่นใหม่ไปหมุนเวียนจ่ายให้คนที่จะเกษียณ เพื่ออุดรอยรั่วจากการบริหารที่ล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมา

มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์

“สำหรับแรงงานต่างจังหวัดที่มีรายได้น้อย เงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเพียง 100 บาท มีค่าเท่ากับค่าอาหารหนึ่งวันหรือมากกว่านั้น และพวกเขามองว่า เงินสดในวันนี้มีความสำคัญกว่าเงินบำนาญในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะยังได้รับอยู่หรือไม่ ผลกระทบที่ตามมาคือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน”

ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาเริ่มเห็นภาพผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ในหลายธุรกิจเตรียมรับมือและปรับตัวแล้ว โดยการผลักแรงงานออกจากระบบประจำไปสู่ระบบ “จ้างเหมา” (Outsource) หรือ “รายวัน” (Job-based) มากขึ้น นายจ้างตกลงกับลูกจ้างเพื่อเปลี่ยนมาเป็นการจ้างเหมาแทน ซึ่งทำให้ลูกจ้างได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยในระยะสั้น ขณะที่นายจ้างก็ลดต้นทุนแฝงลงได้

นายสุภัค หมื่นนิกร ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง Food Franchise Institute (FFI) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Siam Steak Group กล่าวว่า กลุ่มที่อาจจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นคือผู้ที่เป็นเสาหลักต้องเลี้ยงดูครอบครัวหลายคน หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ช่องทางอื่นเสริม ในส่วนของสิทธิประโยชน์ แม้จะมีการมองว่าช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจได้บ้างในยามเจ็บป่วย แต่ผู้ประกันตนบางส่วนยังมองว่าสิทธิประโยชน์นี้อาจยังไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋ามากกว่า

หวั่นกระทบโรงงาน-SME

ด้านนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพรเอสเตท จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากการปรับเพดานเงินสมทบไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกภาคธุรกิจโดยกลุ่มอุตสาหกรรมขาขึ้นหรือSunrise Industry เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล E-commerce และธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี

แทบไม่เผชิญปัญหาในการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคืออุตสาหกรรมขาลงหรือ Sunset Industry รวมถึงธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ซึ่งมีอัตรากำไรไม่สูงนัก การเพิ่มเงินสมทบจึงกระทบต่อกระแสเงินสดและต้นทุนรวมมากกว่าธุรกิจประเภทอื่น

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ผลกระทบจากการปรับเงินสมทบ ถือว่าอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากโดยปกติ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเฉลี่ยราว 4% ต่อปีอยู่แล้ว อีกทั้งการปรับแบบขั้นบันไดช่วยให้นายจ้างสามารถบริหารต้นทุนและวางแผนได้ล่วงหน้า ไม่เกิดแรงกระแทกทางธุรกิจอย่างฉับพลัน

ทั้งนี้เพื่อลดภาระกองทุนประกันสังคมในระยะยาว  ควรมีการขยายอายุเกษียณในอาชีพที่ยังสามารถใช้ทักษะและประสบการณ์ได้ การส่งเสริมระบบ Reverse Mortgage เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งรายได้หลังเกษียณ รวมถึงผลักดันให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนแรงงานไร้ฝีมือมากขึ้น เพื่อลดรายจ่ายด้านสวัสดิการแรงงานในอนาคต

ขณะที่นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่าการเพิ่มเงินสมทบในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เป็นภาระของ ผู้เอาประกันในเวลานี้ ยังไม่เหมาะสม การแก้สังคมสูงวัย ต้องไปแก้ไขในการจ้างงานให้มีฐานอายุที่กว้างขึ้น สำหรับบางสาขาอาชีพที่ขาดแคลนและสุขภาพไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนักสำหรับผู้สูงอายุในการทำงานยาวขึ้น รวมทั้งการขึ้นอัตรา สมทบในปัจจุบันอาจทำให้ ผู้ประกอบการ ตัดสินใจลดการจ้างงานลดลง เพื่อลดภาระอัตราจ้างที่แบกไม่ไหวกับสภาวะปัจจุบันทำให้คนว่างงานมากขึ้น

ชี้ปี 67 รัฐค้างส่งเงินสมทบกว่า 6 หมื่นล้าน

อย่างไรก็ตาม ปี 2567 รัฐบาลมีการค้างส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในทุกปีรัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจัดสรรสมทบทุกปี ตัวเลขหนี้ก็มีแนวโน้มลดลงทุกปี

นางแพตริเซีย มงคลวนิชอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลค้างส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมนั้น กรมบัญชีกลางไม่ได้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมให้กับรัฐบาล โดยในเรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณในการจัดสรรงบตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี

“กรมบัญชีกลางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมให้กับรัฐบาล และเราไม่ทราบตัวเลขการค้างจ่ายเงินสมทบด้วย ซึ่งกรมบัญชีกลางเป็นเพียงกรรมการในบอร์ดกองทุนประกันสังคมเท่านั้น”