thansettakij
thansettakij
ค้าภายในแจงข้าวหอมราคาร่วง  เหตุปัจจัยลบรุมเร้าเพียบ

ค้าภายในแจงข้าวหอมราคาร่วง เหตุปัจจัยลบรุมเร้าเพียบ

09 พ.ย. 63 | 08:48 น.

ค้าภายในโร่แจง ข้าวหอมราคาร่วง เหตุปัจจัยรุมเร้าทั้งโควิด19 ค่าบาท  ข้าวราคาแพงกว่าคู่แข่ง  เร่งเดินหน้าโครงการประกันรายได้ข้าว พร้อมมาตรการคู่ขนานช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และรักษาเสถียรภาพด้านราคา

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดี รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน  กล่าวถึงราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกต่ำว่า ขณะนี้ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ ฤดูกาลผลิตปี 2563/64 อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวและกำลังทยอยออกสู่ตลาด โดยข้าวเกี่ยวสดความชื้น 28-30% มีราคาตันละ 9,500 – 10,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกแห้ง ความชื้นไม่เกิน 15% ตันละ 12,000 – 12,500 บาท ซึ่งสาเหตุที่ราคาข้าวหอมไทยร่วงลงมาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผู้นำเข้ารอดูสถานการณ์ผลผลิตข้าวไทย ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบต่อการบริโภคภายในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวน้อยลง นอกจากนี้ราคาข้าวไทยเองแพงกว่าประเทศคู่แข่งรวมถึงค่าเงินบาทที่ผันผวนในขณะนี้ส่งผลให้ราคข้าวหอมมะลิไทยร่วงลงมา

ค้าภายในแจงข้าวหอมราคาร่วง  เหตุปัจจัยลบรุมเร้าเพียบ

 

 

เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมทั้งรักษาเสถียรภาพด้านราคาตลาด คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 อนุมัติในหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/64 รอบที่ 1 พร้อมมาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 โดยกำหนดเป้าหมายข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 15,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 14,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 10,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 11,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ราคา 12,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน โดยจะจ่ายเงินส่วนต่างของราคาประกันและราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงให้เกษตรกร ซึ่งหากราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงต่ำกว่าราคาเป้าหมาย เกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยส่วนต่าง

ค้าภายในแจงข้าวหอมราคาร่วง  เหตุปัจจัยลบรุมเร้าเพียบ

สำหรับมาตรการคู่ขนานซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่จะออกสู่ตลาดมาก ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจูงใจให้เกษตรกร สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร รวมทั้งผู้ประกอบการค้าข้าวทั่วไป เก็บสต็อกเพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพราคาตลาด โดยมีเป้าหมาย 7 ล้านตันข้าวเปลือก ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี  ให้ค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน , โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร สหกรณ์เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน และ  โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการร้อยละ 3 เป้าหมาย 4 ล้านตัน

 ส่วนการส่งออกข้าวไทยในปี 2564 นั้นคงต้องรอดูปริมาณของผลผลิตข้าวในปี 63/64 ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด เบื้องต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำที่มีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก   ซึ่งน่าจะส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวลดลง จากราคาที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะทำให้ช่องว่างของราคาข้าวไทยกับข้าวของประเทศคู่แข่งลดน้อยลง ซึ่งทำให้ศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกดีขึ้น และน่าจะส่งผลให้การส่งออกในปี 2564 ดีกว่าในปี 2563