
“จุรินทร์”มั่นใจนโยบาย “ไบ เดน” ส่งผลดีต่อส่งออกไทย
พาณิชย์ชี้นโยบาย โจ ไบเดน ส่งผลดีต่อการส่งออกไทยมีทิศทางดีขึ้น คาดปีหน้าส่งออกไทยบวก 4%
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ รองรับหลังการเปลี่ยนแปลงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า ไทยกับสหรัฐเป็นประเทศคู่ค้ากันมานาน โดยปี2563 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 9 เดือน(มกราคม-กันยายน) มีมูลค่า 1.16 ล้านล้านบาท รองจากอาเซียน ส่วนตัวเลขการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ9เดือนแรกของปี มีมูลค่าการค้า 7.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 14.7% ของมูลค่าการส่งออกรวม โดยมีสินค้า 4 กลุ่มหลักเป็นตัวสำคัญประกอบด้วย อิเล็คทรอนิกส์ อาหาร เครื่องตกแต่งบ้านของใช้ในบ้าน อุปกรณ์วัสดุทางการแพทย์ เช่น ถุงมือยาง เป็นต้น ทั้งนี้กระทรวงคาดการณ์ส่งออกปีนี้จะติดลบน้อยลงเหลือลบ5ถึงลบ6% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะติดลบ7% เนื่องจากไทยส่งออกไปจีนและสหรัฐฯมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนปี2564 คาดการณ์จะบวก4%
“เมื่อผลการเลือกตั้งเป็น นายโจ ไบเดน คาดว่าความตึงเครียดในหลายเรื่องจะผ่อนคลายลง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ แม้จะทั้ง2ประเทศจะยังมีทีท่ากีดกันทางการค้าอยู่แต่จะมีทิศทางที่ผ่อนปรนลง ส่วนเรื่องอินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯระหว่างกลุ่มประเทศมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิคของสหรัฐฯ น่าจะยังอยู่ นอกจากนี้การใช้เงื่อนไขการให้ฝ่ายเดียวทางการค้าหรือสิทธิพิเศษทางการค้าของสหรัฐน่าจะยังคงอยู่ เช่น GSP หรือการจัดการกับการทุ่มตลาด และเซฟการ์ด แต่ขั้นตอนและรูปแบบอาจมีความผ่อนปรนมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม จากการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการวิเคราะห์ว่า "โจ ไบเดน" จะมีความแตกต่างจากช่วงประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ คือสหรัฐจะให้ความสำคัญกับการเจรจาทางการค้าในรูปแบบพหุภาคีมากขึ้น เช่น ผ่านองค์การการค้าโลก (WTO)มากขึ้น รวมถึงการกลับมาใช้กรอบความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก( CPTPP) โดยอาจเพิ่มการทำข้อตกลงทางการค้าใหม่ เช่น FTA กับประเทศต่างๆ และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม แรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิมนุษยชน มาเป็นเงื่อนไขต่อรองหรือเจรจาทางการค้ามากขึ้น
ทั้งนี้ในภาพรวมคิดว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของการค้าโลก ที่ผ่อนปรนขึ้นซึ่ง ประเทศไทยจะมีผลในทางบวกร่วมกันด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าวัตถุดิบที่ไทยจะส่งไปจีนเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐอาจจะมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น หากสงครามการค้าผ่อนคลายลงไทยก็จะได้รับประโยชน์ส่วนนี้ด้วย หรือประเทศไทยอาจจะใช้วิธีพหุภาคีเพื่อเจรจาต่อรองทางการค้าได้มากขึ้นซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ยังทำงานร่วมกับภาคเอกชนในรูปแบบ กรอ.พาณิชย์ รวมถึงการร่วมมือกับอาเซียนเพื่อเจรจาต่อรองทางการค้าร่วมกัน และปรับรูปแบบการเจรจาทางการค้าเป็นอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ให้ความสำคัญแพลตฟอร์มของสหรัฐเช่น Amazon โดยต้องเปิดห้องหรือร้านในนั้นมากขึ้น










