
AI เปลี่ยนเศรษฐกิจโลก IMF ชี้ต้องใช้เวลา แนะเร่งวางกติกาคุมความเสี่ยง
IMF ชี้ AI กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว แต่ผลเพิ่มผลิตภาพในวงกว้างยังต้องใช้เวลา เตือนแรงงานเสี่ยงถูกแทนที่ จี้รัฐ-เอกชนเร่งวางระบบพัฒนาทักษะและกำกับดูแลเทคโนโลยี
KEY
POINTS
- IMF ชี้ว่าผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มรูปแบบต้องใช้เวลา แม้จะเริ่มเพิ่มผลิตภาพในระดับบุคคล แต่การนำไปปรับใช้ในระดับองค์กรและเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย
- AI สร้างความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน โดยงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนอาจลดลง ขณะที่งานทักษะสูงเป็นที่ต้องการมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสและความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่
- IMF เรียกร้องให้เร่งวางกรอบกติกาเพื่อกำกับดูแลและควบคุมความเสี่ยงจาก AI โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจในการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกัน
- ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI ยังกระจุกตัวในบางประเทศและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายกระจายประโยชน์ให้ทั่วถึงและช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “AI and the Global Economy: From Risk to Opportunity” ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงชีวิตของคนรุ่นปัจจุบัน โดยประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าของ AI กำลังได้รับแรงหนุนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศจำนวนไม่มาก
ขณะเดียวกัน AI เริ่มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนในหลายด้าน รวมถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยจอร์จีวามองว่า แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำไปใช้ในวงกว้าง
จอร์เจียวาระบุว่า ปัจจุบันการใช้ AI เริ่มช่วยเพิ่มผลิตภาพในระดับบุคคล แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในกระบวนการทำงานต้องใช้เวลา
พร้อมยกแนวคิด Amara’s Law ซึ่งอธิบายว่า สังคมมักประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่สูงเกินไปในระยะสั้น แต่กลับประเมินผลกระทบในระยะยาวต่ำเกินไป โดยความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นคือ หากผลลัพธ์ด้านผลิตภาพไม่เกิดขึ้นรวดเร็วตามความคาดหวัง องค์กรหรือผู้ลงทุนอาจผิดหวังและลดการลงทุน ก่อนที่เทคโนโลยีจะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่
ด้านทิฟฟ์ แมคเคลม ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติแคนาดา กล่าวว่า AI เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ การเคลื่อนไหวของตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และการค้าโลก แต่ประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้างจะเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีแพร่กระจายและถูกนำไปใช้ในบริษัทต่าง ๆ มากขึ้น เพราะผลิตภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม แมคเคลม เตือนว่า แม้เทคโนโลยีในอดีตจะสร้างงานใหม่มากกว่างานที่ถูกทำลายในภาพรวม แต่ AI อาจมีลักษณะแตกต่างออกไป เนื่องจากมีศักยภาพในการทำงานใหม่ที่เกิดขึ้นทดแทนงานเดิมได้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด
ตลาดแรงงานเสี่ยงเปลี่ยน งานซ้ำซ้อนถูกแทนที่ คนรุ่นใหม่เผชิญแรงกดดัน
จอร์เจียวายังกล่าวว่า ผลการศึกษาตลาดแรงงานที่ IMF นำเสนอสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยงานบางประเภทที่ต้องใช้ทักษะเกี่ยวข้องกับ AI เริ่มมีความต้องการเพิ่มขึ้น และคิดเป็นประมาณ 10% ของงานในกลุ่มที่การศึกษากล่าวถึง ซึ่งงานเหล่านี้มีแนวโน้มให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ขณะเดียวกัน งานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนมีความเสี่ยงที่จะลดลงหรือหายไป
อีกด้านหนึ่ง การลงทุนใน AI ที่ช่วยหนุนมูลค่าสินทรัพย์และสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ลงทุนบางกลุ่ม ยังส่งผลต่อความต้องการบริโภค โดยเฉพาะบริการประเภทต่าง ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความต้องการแรงงานในภาคบริการด้วย อย่างไรก็ตาม งานที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นงานค่าจ้างต่ำ จึงอาจทำให้คนรุ่นใหม่ที่เดิมคาดหวังจะเข้าสู่อาชีพวิชาชีพ ต้องหันไปทำงานบริการแทน
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผลกระทบสุทธิของ AI ต่อตลาดแรงงานในบางพื้นที่อาจยังเป็นบวก แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพงานและโอกาสก้าวหน้าในอาชีพจะดีขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการลดลงของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น
แจ็ค คลาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานฝ่ายนโยบายของ Anthropic กล่าวว่า ข้อมูลในบางตลาดเริ่มสะท้อนความอ่อนแอของการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ขณะที่บริษัทของเขาเองมีแนวโน้มกลับไปให้ความสำคัญกับผู้มีประสบการณ์ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการระบบงานที่ใช้ AI หรือแรงงานเสมือน
คลาร์กเสนอว่า บริษัทเทคโนโลยีควรแบ่งปันข้อมูลการใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลนำไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลการจ้างงานและแนวโน้มของอุตสาหกรรมในแต่ละประเทศ ช่วยให้สามารถระบุได้ว่าอุตสาหกรรมใดได้รับประโยชน์ อุตสาหกรรมใดมีความเสี่ยง และควรออกแบบนโยบายแรงงานอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ขณะที่ อเยชา คันนา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Addo กล่าวว่า หลายองค์กรยังไม่สามารถเปลี่ยนการใช้ AI ในระดับบุคคลให้กลายเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวัดผลไม่ควรพิจารณาเพียงความเร็วหรือปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของการตัดสินใจและผลงานด้วย
จี้รัฐ-เอกชนร่วมวางกติกา กระจายประโยชน์จาก AI
นอกจากผลกระทบต่อตลาดแรงงานแล้ว ผู้ร่วมเสวนายังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AI และการสร้างมาตรการป้องกันความเสี่ยง โดยจอร์เจียวา เปรียบเทียบการพัฒนา AI กับการแข่งขันรถสูตรหนึ่งที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยและแนวป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสังคม
พร้อมมองว่า รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถกำกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทัน จึงจำเป็นต้องให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแลตนเอง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นในสังคม โดยประเทศที่เป็นผู้พัฒนาและผลิต AI รายสำคัญควรมีบทบาทนำในการสร้างแนวทางร่วมกัน
จอร์เจียวา ระบุว่า ปัจจุบันแต่ละประเทศและภูมิภาคมีแนวทางกำกับดูแลแตกต่างกัน ทั้งจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ แต่ยังมีโอกาสสร้างความเข้ากันได้ระหว่างมาตรฐานเหล่านั้น เพื่อให้การทดสอบและการประเมินความเสี่ยงสามารถนำไปใช้ข้ามประเทศได้ และลดช่องว่างที่อาจเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีใช้เทคโนโลยีสร้างความเสียหาย
เช่นเดียวกันกับ คลาร์ก ที่เห็นด้วยกับการกำหนดมาตรฐานโดยภาครัฐ พร้อมระบุว่า การทดสอบระบบ AI โดยหน่วยงานอิสระและการเปิดเผยผลการทดสอบเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยมองว่าควรพัฒนาระบบที่ทำให้การทดสอบในประเทศหนึ่งสามารถได้รับการยอมรับในประเทศอื่นได้
ด้าน โทเบียส เมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DHL Group กล่าวว่า การพัฒนา AI ต้องคำนึงถึงทั้งจริยธรรมและการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ควรปล่อยให้มูลค่าที่เกิดขึ้นตกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ราย แต่ควรออกแบบระบบให้ภาคธุรกิจในวงกว้าง รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยการออกแบบระบบที่มีความยืดหยุ่นและไม่พึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไปจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว
เมเยอร์ ยังยกตัวอย่างการใช้ AI ร่วมกับกล้องภายในและภายนอกยานพาหนะ ซึ่งมีข้อมูลว่าช่วยลดอุบัติเหตุร้ายแรงและการเสียชีวิตได้ประมาณ 50% ในบริบทที่เขากล่าวถึง แต่การนำเทคโนโลยีไปใช้ยังเกี่ยวข้องกับการชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยกับสิทธิความเป็นส่วนตัว จึงจำเป็นต้องมีการหารือเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
ขณะที่แมคเคลม มองว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีระบบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การฝึกทักษะใหม่และการย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่น โดยบริษัทควรมีบทบาทในการพัฒนาทักษะของพนักงาน ขณะที่รัฐบาลต้องสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวได้ เพราะหากผู้ที่เสียประโยชน์ไม่ได้รับความช่วยเหลือ อาจนำไปสู่แรงต้านต่อเทคโนโลยีและนโยบายเศรษฐกิจในวงกว้าง
คันนา ได้ยกตัวอย่างสิงคโปร์ ซึ่งใช้แนวทางสนับสนุนการฝึกทักษะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในช่วงฝึกอบรม และสนับสนุนเงินทุนให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อรองรับแรงงานที่ผ่านการพัฒนาทักษะแล้ว พร้อมสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้เห็นตรงกันว่า AI มีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ผลประโยชน์จะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ การนำไปใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพของงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ความปลอดภัย และการกระจายมูลค่าที่เกิดขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง






