
เกษตรฯ โชว์ศักยภาพเวที IMF–World Bank เร่งทุนโลก หนุนเกษตรคาร์บอนต่ำ
เกษตรฯ เปิดเกมรุกเวที IMF–World Bank เร่งเชื่อมทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลก หนุนเกษตรคาร์บอนต่ำ ดันสินค้าเกษตร 6 กลุ่มชิงโอกาสตลาดสีเขียว พร้อมยกระดับขีดความสามารถแข่งขันและรายได้เกษตรกรไทย
KEY
POINTS
- กระทรวงเกษตรฯ ใช้เวทีประชุม IMF–World Bank เป็นโอกาสแสดงศักยภาพภาคเกษตรไทย เพื่อหาความร่วมมือและดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ
- มุ่งผลักดันแนวคิด "เกษตรคาร์บอนต่ำ" โดยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีจากพันธมิตรระดับโลกเพื่อสนับสนุนการผลิตที่ยั่งยืน
- สร้างความร่วมมือกับองค์กรสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป (EU) และ World Economic Forum (WEF) เพื่อขับเคลื่อนการจัดการน้ำและสร้างตลาดสำหรับสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
15 ตุลาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน (Side Events) หลายเวที เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำเกษตรคาร์บอนต่ำ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาพัฒนาภาคเกษตรไทยให้มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
โดยใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นเวทีแสดงศักยภาพภาคการเกษตรไทยและขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำหรับประเด็นสำคัญ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมเวทีระดับสูง (High-Level Event) เพื่อขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างร่วมกับสหภาพยุโรป มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับทั้งสถานการณ์น้ำหลากและภัยแล้ง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย
ผนึก EU-WEF ดันจัดการน้ำ ปั้นตลาดเกษตรสีเขียว
นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมเวที World Economic Forum (WEF) ภายใต้ความริเริ่ม FMC for Food ซึ่งผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 60 ราย ใช้กลไกการรวมอุปสงค์ (Aggregated Demand) เพื่อเร่งสร้างตลาดสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้าว พืชไร่ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม ถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม โดยมุ่งเชื่อมโยงความต้องการของตลาดเข้ากับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต
ขณะที่นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมเวทีหารือที่จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางใช้กลไกการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนที่จำเป็นต่อการปรับตัวสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืน
ด้านนางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารสำนักงานถาวรแห่งใหม่ของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เพื่อกระชับความร่วมมือและเชื่อมโยงทรัพยากรทางการเงินระหว่างประเทศ สำหรับสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืน
นอกจากการขยายความร่วมมือด้านแหล่งทุนและตลาดแล้ว หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตในเวทีนานาชาติ โดยกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมเวทีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการลดการใช้สารเคมีและพลาสติกในภาคเกษตร
กรมประมงเข้าร่วมเวที WEF เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นเครื่องมือป้องกันและขจัดปัญหาแรงงานภาคบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักการเกษตรต่างประเทศเข้าร่วมเวทีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ
ชู AI–ข้าวคาร์บอนต่ำ ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ส่วนกรมการข้าวและสำนักการเกษตรต่างประเทศเข้าร่วมเวทีที่จัดโดย BCIU, Bayer AG และ GIZ เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร สะท้อนทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรไทยที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร
นายรพีภัทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมเวทีระดับโลกครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” โดยมุ่งเชื่อมโยงความต้องการของตลาดโลกเข้ากับการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน







