thansettakij
thansettakij
หวังมาตรการ 5.1หมื่นล้าน  หนุน GDP ไตรมาส4 ติดลบน้อยลง

หวังมาตรการ 5.1หมื่นล้าน หนุน GDP ไตรมาส4 ติดลบน้อยลง

17 ก.ย. 63 | 08:17 น.

หอการค้าไทย ยังคงตัวเลขจีดีพีทั้งปีนี้ติดลบในกรอบ -7.5% ถึง -8.5% หวังมาตรการกระตุ้นการบริโภคล่าสุดที่ ศบศ. เห็นชอบ หนุนจีดีพีไตรมาส 4 ติดลบน้อยลง พร้อมเสนอดึง “ชิมช็อปใช้” กลับมากระตุ้นการบริโภคโค้งสุดท้ายของปี ขณะที่การชุมนุมใหญ่วันที่ 19 ก.ย.นี้ รอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการณ์การตัวเลขจีดีพีไทยทั้งปีนี้  -7.5% ถึง -8.5% โดยคาดว่าจีดีพีไตรมาส 3 จะอยู่ที่ -8% ถึง -10% และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ -6% ถึง -8% โดยมองมาตรการรักษาระดับการบริโภคในประเทศ วงเงินรวม 51,000 ล้านบาท ที่ ศบศ. เห็นชอบล่าสุด  แบ่งเป็นโครงการคนละครึ่ง 30,000 ล้านบาท และมาตรการเพิ่มค่าครองชีพในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 21,000 ล้านบาท นั้น หากมีการใช้วงเงินเต็มจำนวน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอย่างน้อย 2-3 รอบ หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 150,000 – 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยทำให้ตัวเลขจีดีพีเฉพาะไตรมาส4/63 ติดลบลดลงประมาณ  2% - 3% ทั้งนี้ยังต้องติดตามมาตรการดังกล่าวว่าจะประสบความสำเร็จและมีการใช้เม็ดเงินครบทั้ง 510,000 ล้านบาทหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมใหญ่วันที่ 19 กันยายนนี้ ยังคงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือบานปลายหรือไม่

หวังมาตรการ 5.1หมื่นล้าน  หนุน GDP ไตรมาส4 ติดลบน้อยลง

พร้อมมองรัฐบบาลควรนำมาตรการชิม ช็อป ใช้ กลับมาอีกครั้ง เพราะจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของคนรายได้ระดับปานกลาง และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30,000 – 50,000 ล้านบาท และต้องเร่งพิจารณามาตรการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเน้นการเจาะตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง และเป็นนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี เพราะเศรษฐกิจไทย ถูกออกแบบโครงสร้างประเทศให้ขยายตัวได้ด้วยการท่องเที่ยว ซึ่งหากทำได้ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และยังเป็นการทดสอบระบบป้องกันและมาตรการที่จะใช้กำกับดูแลของรัฐบาลด้วย

ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด มองว่าจะส่งผลดีในภาพรวม เพราะจะทำให้ไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ หรือ 0.50% ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 1ปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องและการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ และการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนต่างๆ แต่ทั้งนี้การที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯอยู่ในระดับต่ำ จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ในกรอบ 31.00 – 31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนสิงหาคม2563 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 32.6 จุด เพิ่มขึ้นจากระดับ 31.8 จุดในเดือนกรกฎาคม โดยปัจจัยบวกที่ทำให้ค่าดัชนีดีขึ้น คือ  คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี รัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 และราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศมีการปรับตัวลดลง ขณะที่ปัจจัยด้านลบ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่เปิดเผยโดย สศช. ติดลบ 12.2% , ความวิตกต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้การดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงจากเดิม , ความกังวลสถานการณ์ทางการเมือง , รัฐบาลขยายเวลาใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน , การนำเข้าและส่งออกสินค้ายังลดลง , ค่า SET Index เดือนสิงหาคม ปรับลดลง 17.87 จุดจากเดือนกรกฎาคม , ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจของจังหวัดประจำเดือนสิงหาคม 2563 พบว่าประเด็นเรื่องของการท่องเที่ยวค่าดัชนีอยู่ในระดับที่แย่ที่สุด เนื่องจากมาตรการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ช่วยให้เกิดการเดินทางเพียงช่วงเสาร์อาทิตย์ ดังนั้นภาคเอกชนจึงต้องการให้มีช่วงวันหยุดที่ยาวขึ้น หรือ ส่งเสริมให้มีการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานในต่างจังหวัด ขณะค่าดัชนีที่แย่รองลงมา คือ การจ้างงานในปัจจุบันที่หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ก็อาจทำให้คนตกงานอย่างน้อย 1 ล้านคน

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • economy