
โยนครม.ฟันธงFTAไทย-อียูปลายปีนี้
พาณิชย์กางแผนเดินสายทั่วประเทศหารือทุกภาคส่วนเตรียมฟื้นเอฟทีเอไทย-อียู ก่อนสรุปผลเสนอรัฐบาลตัดสินใจปลายปีนี้ ประเดิมรอบแรกภาคตะวันออก 10 ตุลาคมนี้ ที่ชลบุรี หลังซาวด์เสียงความเห็นกลุ่มใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อกันยายนที่ผ่านมา ก่อนนำความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศและผลการศึกษาเสนอรัฐบาลตัดสินใจปลายปีนี้
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ภายหลังจากกรมฯ ได้รับนโยบายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ให้เร่งหาข้อสรุปฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ภายในปี 2562 ซึ่งกรมฯ ได้มีการเตรียมการในเรื่องดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยให้สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาทำการศึกษาวิจัยประโยชน์และผลกระทบที่ไทยจะได้รับจากการฟื้นการเจรจา เอฟทีเอไทย-อียู โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาเปรียบเทียบความตกลงเอฟทีเอที่อียูได้ลงนามกับประเทศต่างๆ ในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และกลุ่มเมร์โกซูร์ (กลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง ประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย) เป็นต้น ว่าหากไทยไม่เร่งฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับอียูจะเสียประโยชน์หรือโอกาสที่ควรจะได้รับหรือไม่ อย่างไร และหากตัดสินใจเข้าร่วมจะได้ประโยชน์อะไร และต้องปรับมาตรฐานข้อปฏิบัติทางการค้าแค่ไหน อย่างไร ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2562
ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก เกษตรกร และภาคประชาสังคม เพื่อให้ได้ข้อมูลความเห็นและมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ให้รอบด้านและครบถ้วนมากที่สุด ซึ่งหลังจากการจัดรับฟังความเห็นกลุ่มใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา กรมฯ เตรียมเดินสายจัดสัมมนารับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียในภูมิภาคต่างๆ ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ปีนี้
หลังจากนั้นจะรวบรวมผลการศึกษาและผลรับฟังความเห็นเสนอระดับนโยบายเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปีนี้ และน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สหภาพยุโรปแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่ที่จะตัดสินใจหรือมีนโยบายเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับไทย
สำหรับการสัมมนารับฟังความเห็นในส่วนภูมิภาคได้กำหนดแผนการจัดหารือ มีดังนี้ 1.ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 10 ตุลาคม 2. ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 22 ตุลาคม 3. ภาคใต้ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 28 ตุลาคม และ 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่น ในวันดีที่ 7 พฤศจิกายน โดยการจัดหารือแต่ละครั้ง กรมฯ ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาครัฐ ช่วยนำเสนอข้อมูล และบทวิเคราะห์เชิงสถิติเกี่ยวกับเอฟทีเอไทย-อียู ทั้งประเด็นการเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และประเด็นการค้าใหม่ๆ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ และประเด็นสุขภาพและสาธารณสุข เป็นต้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เข้าใจแง่มุมของเอฟทีเอมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ จากการจัดหารือรับฟังความเห็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่กรุงเทพฯ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้มีการฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เพื่อเป็นโอกาสในการขยายตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าของไทย เช่น สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น โดยมีข้อกังวลว่าหากไทยไม่ทำเอฟทีเอกับอียู ไทยจะเสียโอกาสทางการค้าและโอกาสในการเป็นฐานการผลิต การกระจายสินค้า และการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปให้ประเทศอื่นๆ ที่มีเอฟทีเอกับอียูแล้ว
ขณะที่มีผู้ประกอบการบางส่วน และภาคประชาสังคม ตั้งข้อสังเกตและมีข้อกังวลในส่วนที่ไทยอาจจะต้องเปิดตลาดหรือปรับกฎระเบียบที่จะกระทบต่อการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระบบสุขภาพ ทรัพย์สินทางปัญญา และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังทั้งในส่วนการเจรจาเพื่อขอข้อยกเว้น และความยืดหยุ่น ตลอดจนมีกลไกเพื่อรองรับการปรับตัว เช่น การจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งประเด็นการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ กรมฯ อยู่ระหว่างหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอระดับนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ต้องการให้การขอใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตร ผลิต และบริการของผู้ขอได้จริงในระยะยาว
ทั้งนี้ อียูถือเป็นตลาดใหญ่ ครอบคลุม 28 ประเทศในทวีปยุโรป มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 และนักลงทุนอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2561 การค้าไทย-อียู มีมูลค่า 47,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 9.4% ของการค้าไทยกับโลก ขยายตัว 6.5% จากปี 2560 โดยไทยส่งออกไปอียู 25,041 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.1% และนำเข้าจากอียู 22,281 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8.1% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอียู เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เป็นต้น และสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากอียู เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น สำหรับการลงทุนไทยในอียูมีแนวโน้มสูงขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2561 คิดเป็น 11,339 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าการลงทุนจากอียูเข้ามาในไทย ซึ่งอยู่ที่ 7,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ











