
ลุ้นตัวโก่ง! หนุน“บิ๊กตู่”นั่งนายก“กฤษฎา”การันตีผลงานเพียบ
ระทึก! นั่งชมถ่ายทอดสดเกาะติดลุ้น “ลุงตู่” ผงาดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ระบุผลงานเพียบทั้งแก้ปัญหาน้ำแล้ง ท่วม พืชเกษตรราคาตกต่ำ ล้นทะลัก มีมาตรการทั้งระยะเร่งด่วน กลาง ยาว เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ในช่วงการประชุมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบของบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตาม มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งคนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีผลงานไว้มากมาย อาทิ เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนระบบกระจายทั่วประเทศเพื่อใช้อุปโภคบริโภค สนับสนุนการทำเกษตรกรรม รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และชุมชนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงสั่งการให้กรมชลประทานดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวซึ่งในปี 2561 มีความก้าวหน้าอย่างมาก
ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ตั้งแต่กรมชลประทานก่อตั้งในปี 2445 – 2556 ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2557 – ต้นปี 2561 และระยะทื่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2561 จนปัจจุบันพบว่า - ระยะที่ 1 เป็นเวลา 111 ปี พัฒนาพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศได้รวม 30.825 ล้านไร่ คิดเป็นปริมาณความจุ 80,584.95 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะที่ 2 เป็นระยะเวลา 6 ปี พัฒนาพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศได้รวม 2.7034 ล้านไร่ คิดเป็นปริมาณความจุ 1826.69 ล้านลูกบาศก์เมตร และระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะเพียงปีเดียวสามารถพัฒนาพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศได้รวม 33.5289 ล้านไร่ คิดเป็นปริมาณความจุ 82,411.64 ล้านลูกบาศก์เมตร
นายกฤษฏา กล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ชลประทานและปริมาณความจุของแหล่งน้ำทั่วประเทศที่กรมชลประทานดำเนินการจะเห็นได้ว่า ในปี 2561 มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แบ่งเป็นอยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน 25 แห่ง ที่เหลือดูแลโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางกว่า 412 แห่ง โดยทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำตามภารกิจและตามที่ได้รับมอบหมายเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาเรื่องน้ำท่วม-น้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ 2558 – 2569 ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ 2561 – 2580) ซึ่งจะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสำคัญกว่า 300 โครงการตามแผนระยะยาว พ.ศ 2558 – 2569 ในการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน จัดทำระบบกระจายน้ำสำหรับการใช้น้ำทุกภาคส่วนให้เพียงพอทั่วประเทศ
นอกจากที่จะทำหน้าที่ดำเนินการโครงการจัดหาแหล่งน้ำใหม่ได้แก่ โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ โครงการอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น กรมชลประทานพัฒนายังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำให้เก็บน้ำได้มากขึ้นได้แก่ โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเดิมเก็บน้ำได้ 2.40 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มเป็น 3.40 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งดำเนินการเรียบร้อยแล้ว
พร้อมทั้งยังติดตั้งระบบท่อส่งน้ำทั้งฝั่งซ้ายและขวาของอ่างฯ เพื่อกระจายสู่พื้นที่เกษตรในโครงการอย่างทั่วถึง โครงการเพิ่มศักยภาพลุ่มน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรีที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนดซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญทั้งทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ นอกจากนี้สามารถผันน้ำส่วนเกินที่ส่งไปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้อีกถึงปีละประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดให้เต็มศักยภาพนั้นจะสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำต้นทุนรวมกันได้ 308.5 ล้านลูกบาศก์เมตรและมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 249,700 ไร่ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร
“สินค้าข้าว” เนื่องจากการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ทำให้เกษตรกรเร่งรอบการผลิตข้าว ไม่คำนึงคุณภาพ ทำให้มีข้าวในสต๊อกปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าว เปลือกตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน รัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรขึ้นมา เพื่อกำหนดปริมาณการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ โดยกำกับดูแลการปลูกข้าวไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูง พันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับผู้รักสุขภาพ เช่น พันธุ์ กข43 และพันธุ์ข้าวนุ่ม พันธุ์ กข79 ที่ตลาดต้องการ
รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับดินและน้ำ โดยใช้ Agri Map Application อีกทั้งจัดการระบายข้าวที่ค้างในสต๊อกให้หมดลง ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิเพิ่มขึ้น จากปี 2557 ราคาตัน ละ 12,781 บาท ในปี 2557 เป็นตันละ 16,000 บาท ในปี 2562 สำหรับในปีการผลิต 2562/63 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงกำหนดปริมาณการผลิตในระดับเดียวกับปีที่แล้ว โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าว ทั้งปี จำนวน 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.63 ล้านตันข้าวเปลือกทั้งนี้ยังสามารถปรับลดการผลิตข้าวในรอบที่ 2 ไปปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้อีก หากสถานการณ์ราคาข้าวอ่อนตัวลง
“ข้าวโพด” เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ การปรับปริมาณข้าวให้เหมาะสมกับความต้องการ จึงเป็นแนวทางสำคัญตามแผนข้าวครบวงจร ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลจึงมีโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อปรับสมดุลปริมาณพื้นที่ปลูกข้าว และสร้างรายได้ทดแทน โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งจะสามารถทดแทนการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยประสานผู้รับซื้อกำหนดแผนการผลิตและตลาด มีหลักประกันด้านราคารับซื้อ และประกันภัยพิบัติ
ส่งผลให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ 82,316 ราย ในพื้นที่ปลูก 724,932 ไร่ มีรายได้สุทธิเฉลี่ย 2,000 - 3,000 บาท/ไร่ (ราคารับซื้อ 8 บาท/กิโลกรัม ตามราคาประกันของโครงการ) และผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้รับข้าวโพดคุณภาพดีในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ต่อไป ทำให้เกษตรกรจะมีความมั่นคงด้านรายได้ นอกจากนั้น การปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการปลูกข้าวนาปี ประหยัดน้ำได้ถึง 700 ล้าน ลบม. ต่อรอบการผลิต (4 เดือน) เนื่องจากข้าวโพดอาหารสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งนี้เป็นโครงการแรกของประเทศที่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อการแทรกแซงราคา และไม่สร้างภาระงบประมาณภาครัฐ
ด้านยางพารา
ประเทศไทยมีกำลังการผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี แต่ภายในประเทศใช้เพียง 5 แสนต้นต่อปี ที่เหลือ 4ล้านตันส่งออกต่างประเทศ ส่งผลให้ราคายางตกต่ำตามกลไกตลาดโลก รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อาทิ การส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ เช่น ถุงมือยาง รองเท้าเครื่องนอน สายพาน ลำเลียง แผ่นรองรางรถไฟ ท่อยาง อุปกรณ์จราจร บล็อกตัวหนอนสำหรับปูพื้นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น และทางเท้า เป็นต้น เพื่อที่จะไม่พึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว พร้อมจัดให้มีมาตรการลดหย่อนภาษีผลิตภัณฑ์จากยางพารา และมาตรการจูงใจให้บริษัทสัญชาติไทยและบริษัทจากต่างประเทศลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ 50,000 กิโลเมตรทั้งนี้ ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน จึงคาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน
นอกจากนี้ อปท. ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาทั้งนี้ยังได้ดำเนินมาตรการปรับลดพื้นที่ปลูกยางพาราที่มีอายุมากให้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่า โดยมีเป้าหมายลดพื้นที่ปีละ 500,000 ไร่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตยางพาราของประเทศมีไม่เกิด 4 ล้านตัน เพื่อรักษาสมดุลอุปสงค์ อุปทาน และราคามีเสถียรภาพ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวทั้งด้านการเพิ่มความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศ และการปรับลดปริมาณพื้นที่ปลูกทำให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2561 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท เป็นราคา 55.89 บาทต่อ กก. (ณ 4 มิ.ย. 62)
“ปาล์มน้ำมัน” เนื่องจากความต้องการน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ราคาผลปาล์มตกต่ำ และสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยให้กระทรวงพลังงานรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 160,000 ตัน ในราคา 18 บาท/กก. ต้องรับซื้อจากเกษตรกรในราคา 3.24 บาท/กก.(เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B 20 สนับสนุนการตั้งศูนย์แบ่งปัน B 100 ทั้งนี้เพื่อลดสต๊อกนน้ำมันปาล์มในระบบ ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ 1,500 บาท/ไร่ รวม 250,000 ครัวเรือน ซึ่งผลจากมาตรการทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบลดลงอยู่ที่ 0.29 ล้านตัน (ใกล้เคียง safety stock มี 0.25 ล้านตัน) ทำให้ราคาผลปาล์มสูงขึ้นเกือบ 3 บาท/กก.
“ไข่ไก่” เนื่องจากปริมาณแม่ไก่ไข่ในประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้นเกินความต้องการบริโภคไข่ไก่ ส่งผลให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำลงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ประสบปัญหาขาดทุน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ดังนั้นเพื่อปรับสมดุลอุปสงค์ อุปทานไข่ไก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ปรับสมดุลปริมาณไข่ไก่ให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด โดยประสานความร่วมภาคเอกชนผู้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ปรับลดกำลังการผลิตโดยนำผลผลิตไข่ไก่ส่วนเกินออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
เพื่อให้ความต้องการขายไข่ไก่สอดคล้องตลาด ปรับลดแม่ไก่ไข่ยืนกรง ทั้งอุตสาหกรรม ให้อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านตัว ซึ่งจะมีการผลิตไข่ไก่ที่ประมาณ 80% หรือประมาณ 40 ล้านฟอง/วันและปรับแผนการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2562 เพื่อรักษาสมดุลราคาไข่ไก่ในปัจจุบันจึงทำให้ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นโดยปัจจุบันราคาไข่ไก่อยู่ที่ประมาณ 3 บาท/ฟอง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU)
จากปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง มีการทำประมงที่มากเกินกำลังของธรรมชาติ มีการลักลอบใช้เครื่องมือที่ผิดกฏหมาย ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตสัตว์น้ำลดลงและเกิดปัญหารายได้ของชาวประมงในอนาคตนั้นในช่วงปี 58–62 รัฐบาลได้เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องและบังคับใช้อย่างเข้มงวด จัดระบบบริหารจัดการเรือประมงและทรัพยากรออกใบอนุญาต ควบคุมจำนวนเรือให้ถูกกฎหมาย ส่งผลให้สหภาพยุโรปปลดใบเหลืองของประเทศไทย และภาพลักษณ์ของการประมงไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐปี 2558 - 2559 โดยมีเรือประมงจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถออกทำการประมงได้ตามกฏหมายใหม่ รัฐบาลจึงกำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือชาวประมง โดยต้องเป็นเจ้าของเรือ และไม่ใช้เรือไปกระทำผิดกฏหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พรบ การประมง พรบ. เจ้าท่า พรบ. ป้องและปรามปรามการค้ามนุษย์ จำนวน 570 ลำ โดยในปีงบประมาณ 2562 รัฐได้จ่ายค่าเยียวยาไปแล้ว 252 ลำ ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการเบิกจ่ายต่อเนื่องจากปี 2562 และ2563 ทั้งนี้ จากมาตรการต่างๆ ได้ส่งผลให้ทรัพยากรประมงในประเทศเพิ่มขึ้นในปี 2561 ประมาณ 199,400 ตัน (ปี 2561จำนวน 1.4944 ล้านตัน และปี 2560 จำนวน 1.295 ล้านตัน)
“การแก้ไขปัญหาสารเคมีเกษตร และการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์” จากปัญหาการควบคุมการห้ามใช้สารเคมีอันตราย ซึ่งในระหว่างที่จะห้ามการใช้พาราควอต คณะกรรมวัตถุอันตราย ได้มีแนวทางได้เสนอแนะให้กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการควบคุมกำกับดูแลให้มีการใช้สารอย่างถูกต้องปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายทั้งกับเกษตรกร ประชาชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรการที่เข้มงวดเหล่านี้
กระทรวงเกษตร ฯ โดย กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการออกกฎหมาย (ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) 5 ฉบับซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (หลังวันที่ 20 ตุลาคม 2562) ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ผู้ขาย ผู้นำเข้า หรือผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามมาตรการขึ้นทะเบียน ผ่านการอบรม และขออณุญาตใช้หรือครอบครอง และมีใบอนุญาตให้บริการพ่นสารเคมีรวมทั้ง ผลักดันการศึกษาวิจัยหาสารหรือวิธีการทดแทนการใช้ 3 สาร จัดทำระบบฐานข้อมูลผู้นำเข้า ผลิต จำหน่ายและเกษตรกรผู้ใช้ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้ 3 สาร เป้าหมาย 1.563 ล้านคน อบรมผู้รับจ้างพ่นและผู้พ่นที่เป็นลูกจ้าง 50,000 คน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการผลิตสินค้า GAP และอินทรีย์ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตอาหารปลอดภัย (Food Safety) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพโดยมีสินค้าพืชผักและผลไม้ที่ผ่านการรับรองGAP รวม 154,011 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 754,811 ไร่ ทั้งนี้ มีการส่งออกกว่า 331,656 ตัน มูลค่าการส่งออก 10,474 ล้านบาท และมีเกษตรกรที่ผ่านการรับรองเกษตรอินทรีย์ จำนวน 652,570 ไร่ ซึ่งการบริการตรวจและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้น ได้ปรับระบบการรับรองมาตรฐานฟาร์มเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้บริการโดยการสร้าง Q อาสา ร่วมกับหาวิทยาลัยด้านการเกษตร 8 แห่ง พัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมผู้ตรวจประเมิน ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจรับรองและการออก8 การจัดสรรที่ดินทำกิน (คทช สปก)
จากปัญหาการรุกพื้นที่ป่าไม้และปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ และปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรที่ดิน เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีการครอบครองที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลจึงมีนโยบายในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยการดำเนินของ กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้ คทช. มีการรับมอบพื้นที่เพื่อดำเนินการการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพตั้งแต่ปี 2558 – 2562 โดยได้ดำเนินการส่งเสริมอาชีพแล้ว 126 พื้นที่ ใน 58 จังหวัด และได้มีการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำแล้ว 20 พื้นที่ ใน 7 จังหวัด เป็นพื้นที่ทั้งหมด 14,126 ไร่ เพื่อให้เกษตรกร 1,484 รายสามารถทำอาชีพได้อย่างมั่นคงสามารถยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 แล้ว 443,889ไร่ ดำเนินการจัดที่ดินแล้วรวม 301,802 ไร่ (ตามข้อ 9(1) จัดให้ชุม ชนตามนโยบายรัฐบาล คทช. 33,443 ไร่ และข้อ9(2) จัดให้ผู้ถือครองเดิมหรือกระจายสิทธิ ตามกฎหมาย ส.ป.ก. 268,359 ไร่) ส.ป.ก.ใช้หลักการบูรณาการในการพัฒนาพื้นที่
โดยจัดทำ MOU ระหว่าง 9 หน่วยงาน ได้แก่ ส.ป.ก. กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ทำให้ เกษตรกร/ผู้ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกินได้รับสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินทำกิน ได้รับการ พัฒนาอาชีพและโครงสร้างพื้นฐาน โดย ส.ป.ก.ได้เข้าปรับพื้นที่ 10,945 ไร่ ก่อสร้างถนนสาย หลัก/สายซอยกว่า 120 กิโลเมตร และร่วมกับกรมชลประทานในการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ คทช.แล้ว 13 แห่ง สร้างบ่อบาดาลแล้ว 31 บ่อ ร่วมกับ พอช. สร้างบ้านพักให้กับเกษตรกรแล้ว 859 หลัง สร้างอาคารที่ทำการสหกรณ์
โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้ว 6 แห่ง ทั้งนี้ ได้นำนโยบายของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาใช้เป็นหลักในการพัฒนาพื้นที่ โดยยึดตลาดนำการผลิต ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวสามารถรายได้ให้กับเกษตรกรโดยเฉลี่ยปีละ 93,130บาท/ครัว เรือน ซึ่งสูงกว่ารายได้ทางการเกษตรสุทธิของทั้งประเทศ นับว่าเป็นการสร้างความมั่นคงและ คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้สำหรับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีผลการจัดที่ดินทำกินรวม 36.08 ล้าน ไร่ แบ่งเป็นที่เกษตรกรรม 35.21 ล้านไร่ ที่ชุมชน 0.38 ล้านไร่ และที่เอกชน 0.49 ล้านไร่ โดย จัดให้เกษตรกรแล้ว 2.87 ล้านราย
“บทบาทสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร”
จากการที่ระบบการการผลิตและการค้ามีการแข่งขันสูง เกษตรกรรายย่อยจึงต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง โดยรวมตัวเป็นสหกรณ์ ผลิตและทำการตลาดครบวงจร จนสามารถขยายขนาดของธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดกระทรวงเกษตร ฯ จึงพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและสมาชิก โดยพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ใน 4 ด้าน ได้แก่ เพิ่มศักยภาพในการให้บริการสมาชิก เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเงิน การยกระดับการควบคุมภายใน และส่งเสริมการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล
ปัจจุบัน มีจำนวนสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งในระดับสหกรณ์ชั้น 1 และ 2 คิดเป็นร้อยละ 78 ของสหกรณ์ทั้งหมดส่งผลให้ในปัจจุบันสหกรณ์ภาคการเกษตรกว่า 1,573 แห่ง มีศักยภาพในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญของเกษตรกรสมาชิก เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยมีปริมาณการรวบรวมมากกว่า 5.53 ล้านตัน/ปี มีสหกรณ์ 718 แห่ง สามารถจัดการด้านคุณภาพและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปริมาณรวมกว่า 1.103 ล้านตัน/ปี มีสหกรณ์กว่า 55 แห่ง มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 28 ประเทศ ผลผลิตจำหน่ายรวม 45,869.05 ตัน มูลค่า 1,888.52 ล้านบาท
ผลลัพธ์จากการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาสหกรณ์ในระยะเวลา 5 ปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 11.57 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.10 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 0.87) สหกรณ์มีทุนดำเนินงานรวม 3.13ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.69 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 28.28) และมีปริมาณธุรกิจรวม 2.52 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.29 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 13.21)











