thansettakij
thansettakij
ตลาดทุนไทย

ก.ล.ต.ต้องเข้มแข็ง-ยืนตรง-ว่องไว กอบกู้ความเชื่อมั่นตลาดทุน

16 มิ.ย. 69 | 23:30 น.

ก.ล.ต.ต้องเข้มแข็ง-ยืนตรง-ว่องไว กอบกู้ความเชื่อมั่นตลาดทุน : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ “บัญชีหุ้น” เป็นเครื่องมือในลักษณะเดียวกับ “บัญชีม้า” โดยยกกรณีของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ที่มีธุรกรรมน่าสงสัยหลายประการ
  • เรียกร้องให้ ก.ล.ต.ขยายผลตรวจสอบกรณี FSS ย้อนหลังถึงปี 2564 จากข้อสงสัยเรื่องการใช้นอมินี การซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด และเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือไม่
  • วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลที่ล่าช้า ซึ่งเปิดช่องว่างให้มีการโยกย้ายทรัพย์สิน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง
  • เสนอว่า ก.ล.ต.ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง รวดเร็ว และโปร่งใส เพื่อเอาผิดผู้บงการตัวจริงและฟื้นฟูศรัทธาในตลาดทุนอย่างแท้จริง

*** ในคอลัมน์ของเจ๊เมาธ์สองตอนที่ผ่านมา เจ๊เมาธ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า “บัญชีหุ้น” อาจกำลังถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ไม่ต่างจาก “บัญชีม้า” โดยเฉพาะในกรณีของ บริษัท หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ล่าสุด คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ของสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือถึงสำนักงาน ก.ล.ต. ขอให้ขยายผลการตรวจสอบย้อนหลังไปถึงปี 2564 จากเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปี 2567-2568

เมื่อไล่เรียงเหตุการณ์ย้อนหลัง จะพบความผิดปกติหลายกรณีที่ดูเหมือนเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นทอด ๆ

 

จุดเริ่มต้นอยู่ในช่วงปี 2564 เมื่อสองผู้บริหารระดับสูงของ FSS ได้แก่ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และ นายช่วงชัย นะวงศ์ ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท Pilgrim Finansa Investment Holding ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330 บาท แต่กลับได้รับเงินกู้จาก Capital Asia Investments (CAI) สูงถึง 693 ล้านบาท เพื่อนำมาซื้อหุ้น FSS ทั้งหมด

ต่อมา นายช่วงชัย นะวงศ์ เข้าถือหุ้น Pilgrim เพียงผู้เดียว 100% จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่า การใช้บริษัททุนต่ำเข้าควบคุมสินทรัพย์มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ด้วยเงินกู้จากต่างประเทศนั้น อาจเข้าข่ายการใช้นอมินี เพื่อปกปิดผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ และมีผู้บริหารหรือบริษัทให้การสนับสนุนในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่

จากนั้นในเดือนมิถุนายน 2567 ระหว่างการเปิดจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (RO) ของ FSX ปรากฏชื่อ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของ นายเบน สมิธ และ B.I.C. (Cambodia) Bank เข้ามาถือหุ้นรวมกันเกือบ 20% โดยยอมซื้อหุ้นที่ราคา 4.50 บาท สูงกว่าราคาตลาดขณะนั้น ซึ่งอยู่เพียงประมาณ 2.70 บาท อย่างมีนัยสำคัญ

กรณีดังกล่าวจึงถูกตั้งคำถามว่า มีการดำเนินการในลักษณะ Acting in Concert เพื่อเอื้อประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลล่าสุดระบุว่า ทั้ง นายเบน สมิธ และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ถูกศาลอาญาออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงและสมคบฟอกเงิน ตามการสืบสวนของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)

ความผิดปกติดูจะมาถึงจุดสูงสุดในช่วงต้นปี 2569 เมื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นดังกล่าวทยอยขาย หรือโอนหุ้นออกพร้อมกัน โดย นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ขายหุ้นให้ Beteverse ผ่านโบรกเกอร์ในสิงคโปร์ ส่วน B.I.C. (Cambodia) Bank โอนหุ้นทั้งหมดให้ Rapidfire Technology ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นเพียง 11 วัน และมีทุนจดทะเบียนเพียงประมาณ 40,000 บาท แต่กลับสามารถซื้อหุ้นมูลค่า 345 ล้านบาท ในราคาที่สูงกว่าตลาดกว่า 170%

กรณีนี้จึงนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น หรือ เป็นการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินระหว่างนอมินี ในลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินข้ามชาติ

หากพูดกันตรง ๆ กรณีของ FSS ในประเด็น “บัญชีหุ้น” ที่อาจถูกใช้ไม่ต่างจาก “บัญชีม้า” อาจไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีความเป็นไปได้ว่าความผิดปกติบางอย่างดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และเจ๊เมาธ์ไม่ได้ชี้ว่า บุคคลใดมีความผิด เพียงแต่กำลังตั้งคำถามต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ ทุกครั้งที่เกิดข้อสงสัยในลักษณะนี้ การตรวจสอบมักใช้เวลายาวนานเป็นปี บางกรณีนานพอให้มีการโอนย้ายทรัพย์สิน เดินทางออกนอกประเทศ หรือ ยืดเยื้อจนผู้ถูกกล่าวหาเสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด

เพียงแค่ข้อสงสัยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2564 แต่เพิ่งมีการขยายผลอย่างจริงจังในปี 2569 ก็สะท้อนว่าระบบกำกับดูแลของไทยยังมีช่องว่างอยู่ไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย มักมุ่งไปที่ “บริษัท” มากกว่า “บุคคล” ทั้งที่บริษัทอาจถูกปรับ ถูกพัก หรือ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้ แต่ไม่สามารถถูกจำคุกได้ ซึ่งหากท้ายที่สุดคดีสำคัญในตลาดทุน จบลงเพียงการลงโทษนิติบุคคล ขณะที่ตัวบุคคลเอื้อมไปไม่ถึง แล้วใครคือผู้รับผิดชอบตัวจริง

สิ่งที่เจ๊เมาธ์กำลังตั้งคำถาม จึงไม่ใช่เพียงกรณีของ FSS แต่เป็นแนวทางกำกับดูแลตลาดทุนไทยโดยรวม ว่าจะทำอย่างไรให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น ตรวจพบความผิดปกติได้ทันท่วงที และทำให้ผู้สั่งการตัวจริงต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองอย่างแท้จริง

เพราะความเชื่อมั่นในตลาดทุนไม่ได้เกิดจากการแถลงข่าว หรือ คำชี้แจงซ้ำ ๆ แต่เกิดจากการบังคับใช้กติกาอย่างจริงจัง โปร่งใส เท่าเทียม และ ทันต่อเหตุการณ์ สร้างความกระจ่างได้โดยปราศจากข้อสงสัยค้างคา นั่นคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังเฝ้ารอดูมากที่สุดในเวลานี้เจ้าค่ะ