thansettakij
thansettakij
DELTA กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

DELTA กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

29 พ.ค. 69 | 04:27 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ค. 69 | 04:35 น.

DELTA กลืนไม่เข้า คายไม่ออก : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • หุ้น DELTA มีอิทธิพลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ สูงมาก เนื่องจากมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ใหญ่และการมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ต่ำ ทำให้ราคาผันผวนได้ง่าย
  • หน่วยงานกำกับดูแลตกอยู่ในภาวะที่ตัดสินใจลำบาก (กลืนไม่เข้าคายไม่ออก) ในการจัดการกับความร้อนแรงของหุ้น
  • การออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวด อาจกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของตลาด แต่การปล่อยไว้ก็เสี่ยงทำให้ดัชนีเกิดความบิดเบี้ยวและเสียสมดุลในระยะยาว

*** DELTA เป็นหุ้นที่ใช้เวลาไม่ถึง 5 เดือน ในการพุ่งจากราคาเฉลี่ยราว 160 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 365 บาท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ Market Cap ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 4.22 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่เพียงทำให้ DELTA กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่ความน่าสนใจจริงๆ อยู่ตรงที่มูลค่าของ DELTA เพียงบริษัทเดียว ยังใหญ่กว่าบริษัทอันดับ 2-5 ของตลาดอย่าง ADVANC, PTT, GULF และ AOT รวมกันเสียอีก เพราะทั้ง 4 บริษัทมี Market Cap รวมกันเพียงประมาณ 3.78 ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง

เรื่องนี้เจ๊เมาธ์พูดมาตลอดว่า กรณีของ DELTA กำลังทำให้ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่จุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะดัชนี SET Index เริ่มถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงตัวเดียวอย่างชัดเจน จนบางวันแทบไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นตัวอื่น ขอแค่ดูว่า DELTA เขียวหรือแดง ก็พอจะเดาทิศทางตลาดได้แล้ว

ย้อนกลับไปดูช่วงที่ดัชนี SET ฟื้นตัวจากบริเวณต่ำสุด ก็จะเห็นว่า การปรับขึ้นของ DELTA คือ แรงผลักสำคัญของตลาดแทบทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้า DELTA วิ่ง ตลาดก็วิ่ง แต่ถ้า DELTA สะดุด ดัชนีก็พร้อมจะย่อลงทันทีเหมือนกัน

สิ่งที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลจึงไม่ใช่แค่เรื่องราคาหุ้นขึ้นแรง แต่เป็นคำถามว่า Market Cap ระดับนี้ “สอดคล้องกับพื้นฐานจริงหรือไม่” เพราะถ้าดูผลประกอบการไตรมาส 1/2569 DELTA มีรายได้ประมาณ 4.7–4.8 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 6.2 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งก็จริง แต่กำไรระดับนี้ยังอยู่เพียงอันดับ 3 ของตลาดหุ้นไทยเท่านั้น ขณะที่ในแง่สินทรัพย์รวม บริษัทก็ไม่ได้ติด Top 5 ของตลาดด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือเรื่อง “Free Float” หรือสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในมือรายย่อย เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ DELTA มีลักษณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ถือครองสัดส่วนสูงมาก ทำให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายจริงในตลาดมีอยู่ไม่มาก เมื่อ Supply ต่ำ แต่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาพร้อมกัน ราคาหุ้นจึงสามารถถูกดันขึ้นได้ง่ายและเร็วผิดปกติ จนบางครั้งเหมือนกฎฟิสิกส์ของตลาดใช้ไม่ได้กับหุ้นตัวนี้

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม DELTA ถึงมีอิทธิพลกับดัชนีมากกว่าหุ้นใหญ่ทั่วไป และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ทั้ง ตลท. และ ก.ล.ต. ต้องพยายามออกมาตรการต่างๆ มาควบคุมความร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็น Cash Balance การปรับ Ceiling & Floor หรือ แนวคิดการคำนวณดัชนีใหม่โดยให้น้ำหนักตาม Free Float มากขึ้น

แต่เอาเข้าจริง เจ๊เมาธ์มองว่า มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการ “โชว์ว่าคุมอยู่” มากกว่าที่จะคุมได้จริง เพราะตราบใดที่โครงสร้าง Free Float ยังเป็นแบบเดิม ต่อให้ติดมาตรการกำกับกี่รอบ ถ้ามีแรงซื้อเข้ามามากพอ...ราคาหุ้นก็ยังขึ้นต่อได้เหมือนเดิมอยู่ดี

ที่สำคัญคือ ตอนนี้ผู้คุมกฎเองก็อยู่ในจุดที่ลำบากใจ เพราะต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทยในยุคนี้ไม่ได้มีหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกให้เลือกมากนัก ในวันที่นักลงทุนทั่วโลกไล่ซื้อหุ้น AI และ Tech Growth ตลาดไทยก็มี DELTA เป็นเหมือนตัวแทนของหุ้นกลุ่มนี้อยู่เพียงตัวเดียว

นอกจากนี้ ถ้าออกกฎมาคุม DELTA แรงเกินไป คุมจนราคาหุ้นเสีย Momentum หรือ ดัชนีปรับฐานหนัก ตลาดหุ้นไทยก็อาจเสีย “Growth Story” สำคัญที่สุดของประเทศไปทันที แต่ถ้าปล่อยให้โตต่อแบบไม่มีการปรับสมดุล ดัชนี SET ก็จะยิ่งถูกครอบงำโดยหุ้นไม่กี่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งอาจเสียสมดุลเชิงโครงสร้างไปทั้งตลาด
พูดตรงๆ ก็คือ ตอนนี้ผู้คุมกฎกำลังอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” จะคุมก็กลัวตลาดพัง แต่จะปล่อยก็กลัวดัชนีบิดเบี้ยว

ท้ายที่สุดตลาดทุนไทย จึงต้องเลือกทางเดินของตัวเองว่า จะเอาตลาดที่เติบโตเร็วแต่ผันผวนสูง หรือจะเอาตลาดที่เสถียรแต่ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเม็ดเงินใหม่ เพราะไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ DELTA ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เวลานี้ตลาดหุ้นไทยกำลัง “พึ่งพา” หุ้นตัวนี้อยู่ แม้จะไม่มีใครยอมรับ...หรือหลายคนจะไม่อยากพูดออกมาตรงๆ ก็ตาม

ก็อย่างว่าแหละ... ในวันที่ตลาดหุ้นไทยขาดแคลนสตอรี่ใหม่ ๆ หุ้นยอดนิยมตัวเดิม ๆ ก็อืดอาดยืดยาด ไม่ไปไหน การมีหุ้นแบบ DELTA อยู่ในกระดาน จึงกลายเป็นทั้ง “ความหวัง” และ “ความเสี่ยง” ในเวลาเดียวกัน

ส่วนจะเป็นความหวังจริง หรือเป็นเพียง “ความหวังที่ทุกคนรู้ดีว่ากำลังหลอกตัวเอง”  อันนี้ก็คงแล้วแต่มุมมอง เพราะสุดท้ายแล้วทั้ง รัฐบาล ผู้คุมกฎ และ คนในตลาด ต่างก็อยากเห็นดัชนีขึ้นเพื่อให้ภาพรวมดูดีเอาไว้ก่อน แม้ปลายทางจะเต็มไปด้วยความผันผวน หรือ อาจลากยาวไปถึง “ความเจ็บปวด” ที่ไม่มีใครกล้ารับประกันก็ตาม

เอาเป็นว่าตอนนี้ขอให้รู้เอาไว้ว่า...ทุกฝ่ายก็ยังเลือกเดินหน้ากันต่อแบบ “ตายเอาดาบหน้า” ส่วนเรื่องผลกระทบระยะยาวนั้น เอาไว้ค่อยไปว่ากันทีหลังเจ้าค่ะ...
 

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์