
“บัญชีหุ้น - บัญชีม้า” อย่าให้กลายเป็นวิกฤติศรัทธา…
“บัญชีหุ้น - บัญชีม้า” อย่าให้กลายเป็นวิกฤติศรัทธา… : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ถูกใช้เป็นช่องทางใหม่ในการฟอกเงินของอาชญากรทางการเงิน คล้ายกับ "บัญชีม้า" ซึ่งสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย
- กรณีของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส และ บล.วีบูลล์ ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ หลังพบข้อบกพร่องในกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC)
- โดนทางวีบูลล์ ออกมายืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่
- เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงช่องโหว่ระบบป้องกันของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตศรัทธาของนักลงทุนหากไม่เร่งยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล
ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า การฟอกเงินจะเกิดผ่านบัญชีธนาคาร บัญชีม้า หรือ ธุรกิจที่ใช้เงินสดเป็นหลัก แต่ในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในตลาดทุน ที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย กลับถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่อาชญากรรมทางการเงินใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินได้เช่นกัน
จุดเริ่มต้นของคำถามนี้ เกิดขึ้นหลังจากสำนักงาน ก.ล.ต. เข้าแจ้งความกล่าวโทษ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ต่อกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จากการตรวจพบข้อบกพร่องในกระบวนการ KYC และ CDD ระหว่างปี 2567-2568 ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้านิติบุคคลต่างประเทศไม่ครบถ้วน การละเลยตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการเพิ่มวงเงินซื้อขาย รวมถึงการไม่ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีที่พบธุรกรรมผิดปกติ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านเอกสาร หรือ กระบวนการภายใน คือ การที่สำนักงาน ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มของ “ยิม เลียก” และ “เบน สมิธ” มูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยมีเงินและหลักทรัพย์ที่อยู่ในบัญชีภายใต้ FSS มากกว่า 7,700 ล้านบาท
แม้บริษัทแม่อย่าง ฟินันเซีย เอกซ์ จะยืนยันว่า คดีดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย และได้ดำเนินการปรับปรุงระบบควบคุมความเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว แต่ในมุมของเจ๊เมาธ์ คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่บริษัทจะมีความผิดหรือไม่ เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ต้องรอข้อยุติตามกฎหมาย อยู่ที่ว่า หากโบรกเกอร์ขนาดใหญ่ ยังมีช่องว่างให้หน่วยงานกำกับดูแลตั้งข้อสังเกตได้มากขนาดนี้ แล้วโบรกเกอร์รายอื่นมีความพร้อมเพียงใด
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งกรณีที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) หรือ Webull ซึ่งถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เรียกผู้บริหารเข้าชี้แจง หลังมีข้อร้องเรียนว่า แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์อาจถูกใช้เป็นช่องทางพักและเคลื่อนย้ายเงิน ที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569
ทาง Webull ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ รวมถึงมีการปิดบัญชีต้องสงสัยหลายสิบบัญชี และยกระดับมาตรการควบคุมความเสี่ยงเพิ่มเติมแล้วก็ตาม
สำหรับเจ๊เมาธ์ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ Webull มีความผิดหรือไม่ เพราะเรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ระบบบริหารความเสี่ยง ทำไมไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้น
“นายชลเดช เขมะรัตนา” ในฐานะ CEO ของ Webull ถึงแม้วันนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่า บริษัทมีความผิดหรือไม่ แต่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดที่ต้องรับผิดชอบต่อระบบกำกับดูแลทั้งหมด เหตุใดแพลตฟอร์มของ Webull จึงถูกนำไปเชื่อมโยงกับกระบวนการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายได้ตั้งแต่แรก
คำถามส่งตรงไปยังบริษัทแม่ของ Webull ในต่างประเทศ ว่าในฐานะองค์กรระดับโลก ที่มีลูกค้านับล้านรายทั่วโลก บริษัทแม่จะประเมินสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างไร
อย่างไรก็ดี นายชลเดช ได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจตามกฎหมายและหลักเกณฑ์กำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเคร่งครัด และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐมาโดยตลอด และพร้อมเข้าชี้แจงในทุกเวเที
นายชลเดช ชี้แจงว่า ในช่วงปี 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)ได้ทลายขบวนการฟอกเงิน-ฟอกคน และแจ้งกับ Webull Thailand ว่า พบมีลูกค้าบัญชีม้าของธนาคาร มีการทำธุรกรรมเงินโอนเข้ามาบัญชีของ บล.วีบูลล์ ซึ่งทีมงานบริษัทฯ ได้ตรวจสอบและให้ความร่วมมือกับทางการ เพื่อส่งมอบข้อมูลให้ พบมีบัญชีม้าที่เปิดกับ วีบูลล์ ประมาณ 40 - 50 บัญชี จากบัญชีทั้งหมดของ วีบูลล์ ประมาณ 2 แสนบัญชี
ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เข้มงวดกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคุ้มครองนักลงทุนและระบบตลาดทุนไทย และไม่พบปัญหาหรือพฤติกรรมดังกล่าวอีก โดยบริษัทฯ มีหน้าที่ในการรายงานไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงาน ก.ล.ต.
สาเหตุที่วีบูลล์ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มมิจฉาชีพ น่าจะมาจากระบบถอนเงินแบบเรียลไทม์ที่มีความสะดวก กลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่โอนเงินเข้าพอร์ตแล้วถอนออกไป ปัจจุบันบริษัทปรับกระบวนการให้รัดกุมขึ้น อาจใช้เวลาประมาณ 1 นาที จึงทำธุรกรรมแล้วเสร็จ จากเดิมที่โอนได้ทันที
บริษัทฯ ยืนยันข้อเท็จจริง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ไม่มีนโยบายรับฝากเงินสดจากลูกค้า และ มีการตรวจสอบความสอดคล้องของบัญชีผู้โอนกับบัญชีลูกค้าก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง สอง กระบวนการ KYC เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดทุกประการ และ สาม การจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินพักรอการลงทุน เป็นแนวปฏิบัติปกติของธุรกิจหลักทรัพย์ ภายใต้หลักเกณฑ์ ก.ล.ต. โดยเงินของลูกค้าทั้งหมดเก็บรักษาไว้ในบัญชีธนาคารพาร์ตเนอร์ระดับโลก ที่ระบุชัดเจนว่าเป็น "บัญชีเพื่อลูกค้า"
ในด้านมาตรการตรวจสอบเชิงรุก บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบร่วมกับธนาคารพาร์ตเนอร์ระดับโลก เพื่อตรวจสอบชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนของเจ้าของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งขาเข้าและขาออก ให้ตรงกับเจ้าของบัญชีเงินฝากต้นทาง หากไม่ตรงกัน ระบบจะปฏิเสธรายการทันที
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบผ่านฐานข้อมูล Blacklist และระบบ World-Check (Refinitiv) รวมถึงนำ AI มาตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย โดยระบบจะระงับธุรกรรมชั่วคราวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง
สำหรับการฝากเงินนั้น ลูกค้าสามารถทำได้ 2 วิธี คือผ่าน Dynamic QR Code ที่พัฒนาร่วมกับธนาคารพาร์ตเนอร์ระดับโลก ครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท และการผูกบัญชีผ่านระบบ FinNet ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งลูกค้าต้องยืนยันตัวเองผ่าน Mobile Banking App.
...มาตรฐาน KYC, CDD และ การป้องกันการฟอกเงินของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทย กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ถ้าประเทศไทยยังคงฝันใหญ่ชูธงอยากเป็น "ศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคและของโลก"
ต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ในยุคที่อาชญากรรมทางการเงินมีความซับซ้อนระดับโลก มาตรฐานการกำกับดูแลของไทย ก็จำเป็นต้องยกระดับขึ้นเป็น "ระดับโลก (World-class)" ให้ได้จริง ไม่ใช่ดีแต่ตัวเลขบนกระดาษ
เพราะหากหน่วยงานรัฐและผู้บริหารโบรกเกอร์ ยังคงปล่อยให้ช่องโหว่เหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป... คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกจะมีต่อตลาดหุ้นไทยในอนาคต คงไม่ใช่คำถามสุกเอาเผากินว่า "หุ้นตัวไหนน่าซื้อ” แต่จะเป็นคำถามที่ว่า "ตลาดทุนไทย...ยังมีความน่าเชื่อถือหลงเหลือพอให้เข้าไปลงทุนอีกหรือ?"
และเมื่อวันนั้นมาถึง ความน่าเชื่อถือที่เพียรสร้างมานาน ก็คงจะหายไปพร้อมกับสถานะศูนย์กลางทางการเงิน ที่ไม่มีใครยอมรับอีกตลอดกาลเช่นกันเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







