thansettakij
thansettakij
WSOL และ JKN ความเหมือนที่แตกต่างของการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ!

WSOL และ JKN ความเหมือนที่แตกต่างของการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ!

21 เม.ย. 69 | 23:00 น.

WSOL - JKN ความเหมือนที่แตกต่างของการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • WSOL และ JKN มีความคล้ายคลึงกันในการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากเผชิญปัญหาสภาพคล่องตึงตัว และมีหนี้สินล้นพ้นจนไม่สามารถชำระคืนหุ้นกู้ได้
  • ความแตกต่างอยู่ที่ต้นเหตุของปัญหา โดย JKN เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่และประเมินมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินจริง ขณะที่ WSOL (SABUY เดิม) เกิดจากการเติบโตเร็วเกินไปผ่านการเข้าซื้อกิจการ (M&A) จนกระแสเงินสดไม่เพียงพอ
  • WSOL ยื่นขอฟื้นฟูกิจการหลังส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ โดยบริษัทพยายามปรับโครงสร้างองค์กรและมีแนวทางขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเพื่อลดภาระหนี้

*** เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL (เดิมคือ SABUY หรือ สบาย เทคโนโลยี) ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง พร้อมเสนอตัวเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการด้วยตนเอง ภายหลังจากถูกห้ามซื้อขายมาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 จากกรณีงบการเงินประจำปี 2568 มีส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าศูนย์ และถูกขึ้นเครื่องหมาย NC (Non-Compliance) และ SP (Suspension)

ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อนุญาตให้มีการซื้อขายหุ้น WSOL ชั่วคราวระหว่างวันที่ 24 เมษายน ถึง 25 พฤษภาคม 2569 ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้
 

1. ซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance เท่านั้น

2. ติดเครื่องหมาย NC ตลอดช่วงเวลาที่เปิดให้ซื้อขาย เพื่อเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวัง

3. วันแรกของการซื้อขาย (24 เม.ย. 2569) กำหนดกรอบราคา Ceiling & Floor ไม่เกินหนึ่งเท่าจากราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย

4. ไม่ใช้มาตรการ Auto Pause ในวันแรก และจะไม่มีการใช้ต่อเนื่องจนกว่าจะมีการซื้อขายเกิดขึ้น

เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ตลท. จะกลับมาขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อหยุดพักการซื้อขาย จนกว่าบริษัทจะสามารถแก้ไขคุณสมบัติให้กลับมาซื้อขายได้ตามปกติ หรือ หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนด อาจถูกเสนอให้เพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

ว่ากันตามตรง...เจ๊เมาธ์มองว่า เส้นทางการฟื้นฟูกิจการของ WSOL และ JKN (บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป) หุ้นที่เคยเดินหน้าเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการรุ่นพี่มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ เพราะถึงแม้จะมี “จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน” แต่ “ปลายทางกลับเผชิญชะตากรรมเดียวกัน” อย่างอยากที่จะหลีกเลี่ยง

สิ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจนคือ ทั้งสองบริษัทต่างเผชิญภาวะหนี้สินล้นตัว จนต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอความคุ้มครองผ่าน Automatic Stay ป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้เร่งบังคับชำระหนี้จนธุรกิจล่มสลายก่อนเวลาอันควร โดยทั้ง JKN และ WSOL ต่างมีจุดอ่อนสำคัญคือ “สภาพคล่องตึงตัว” และไม่สามารถจัดหาเงินมาชำระคืนหุ้นกู้ได้ตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างอยู่ที่ “ต้นเหตุของปัญหา” ที่นำไปสู่ภาวะขาดสภาพคล่อง

ในกรณีของ JKN ปัญหาหลักเกิดจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ที่ไม่มีตัวตนสูงเกินความเป็นจริง รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ในธุรกิจ “องค์กรนางงามจักรวาล” (MUO) ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก ส่งผลให้ภาระหนี้พุ่งสูงและลุกลามกระทบธุรกิจอื่นในเครือ สุดท้ายจบลงด้วยการถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 จากปัญหาการเปิดเผยข้อมูลและการส่งงบการเงิน

ขณะที่ WSOL หรืออดีต SABUY เจ๊เมาธ์มองว่า เป็นผลจากการเติบโตแบบเร่งตัวผ่านกลยุทธ์ M&A หรือ การเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง เมื่อกระแสเงินสดไม่เพียงพอ ประกอบกับความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ถดถอยจากประเด็นราคาหุ้นหวือหวา และ การถูก ก.ล.ต. ลงโทษทางแพ่งต่ออดีตผู้บริหาร ในกรณี Market Manipulation ทำให้ความน่าเชื่อถือในการระดมทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หนี้ที่เคยใช้เป็นเครื่องมือขยายธุรกิจจึงกลายเป็น “ภาระ” ที่ย้อนกลับมารัดตัวบริษัทเอง

อย่างไรก็ดี WSOL มีความพยายาม “รีเซ็ต” องค์กรครั้งใหญ่ ทั้งการเปลี่ยนชื่อบริษัท และปรับโครงสร้างทีมบริหาร เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ และธรรมาภิบาล ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูอย่างเป็นทางการ
สำหรับอนาคตหลังจากนี้ บริษัทจำเป็นต้องโฟกัสการรักษากระแสเงินสดจากธุรกิจหลัก (Core Business) ควบคู่ไปกับการปรับ

โครงสร้างองค์กรด้วยแนวทาง “ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” ผ่านการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core assets) เพื่อนำเงินมาลดภาระหนี้ หากแผนฟื้นฟูได้รับความเห็นชอบ ก็มีโอกาสเห็นการแปลงหนี้เป็นทุน หรือ การเพิ่มทุนใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูกลดสัดส่วน (Dilution) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในอีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่า การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูอาจแค่ซื้อเวลา ไม่ใช่การแก้ปัญหาในทันที สำหรับนักลงทุน ทั้งหุ้นและหุ้นกู้ มูลค่าการลงทุนมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าบริษัทจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นกู้ 3 รุ่น (SABUY24DA, 254A, 263A) ที่ครบกำหนดในช่วงมีนาคมถึงเมษายน 2569 ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่อาจเปิดช่องให้เจ้าหนี้ เข้ามามีบทบาทต่อทิศทางของแผนฟื้นฟู

สรุปแล้ว สำหรับเจ๊เมาธ์ ไม่ว่าจะเป็น JKN หรือ WSOL บทเรียนสำคัญที่ฝากไว้ให้ตลาดทุนไทยคือ “การเติบโตบนโครงสร้างหนี้ที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แท้จริง เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ” และการฟื้นฟูกิจการก็คือ โอกาสสุดท้ายในการพิสูจน์ว่า ธุรกิจนั้นยังมีคุณค่าพอจะไปต่อในสายตาของเจ้าหนี้และนักลงทุนหรือไม่

ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์ย้ำอยู่เสมอ หุ้นที่หวือหวาวูบวาบบางช่วงเวลา คือ หุ้นที่ควรเลี่ยงมากสุด สุดท้ายปลายทางก็อาจเป็นอย่างที่เห็นนั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์