thansettakij
thansettakij
ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน ปากท้อง ฐานราก

ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน ปากท้อง ฐานราก

14 เม.ย. 69 | 23:00 น.

ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน -ปากท้อง : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก การแก้ปัญหาปากท้อง และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
  • บทวิเคราะห์ชี้ว่า กลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และ นิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มการบริโภคและการท่องเที่ยว, และกลุ่มการเงินและพลังงาน
  • หุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ อาทิ กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT), รับเหมาก่อสร้าง (STECON), นิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA), การท่องเที่ยว (AOT, MINT) และการเงิน (KTB, MTC)

*** หากวิเคราะห์นโยบายทางเศรษฐกิจตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย หรือ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่มีต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. 69 ซึ่งสะท้อนมุมมองของรัฐต่อการให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตร์ที่กำลังลุกลามไปทั่ว จากสงครามการค้าเศรษฐกิจที่เคยใช้เพียงตัวเลขสู้กัน จนขยายตัวเป็นสงครามจริงในหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะความตึงเครียดในอ่าวอาหรับระหว่างอิสราเอล และ พันธมิตรอย่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงราคาพลังงานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

นโยบายรัฐบาลจึงไม่เพียงเป็นไปเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่เน้นการกระตุ้นจากฐานราก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน ท่ามกลางความผันผวนจากเงินเฟ้อและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ 

ทั้งนี้จากการที่เจ๊เมาธ์นำบทวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส บล.เคจีไอ และ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มาวิเคราะห์ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้อง ควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ๆ จนแบ่งกลุ่มหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกได้ ดังนี้

กลุ่มแรก คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นเด่นที่ต้องจับตาคือ AMATA และ WHA ซึ่งมีความพร้อมด้านพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค 

ขณะที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์อันดี และมีประวัติการรับงานในโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์อย่าง STECON และ INSET ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มการบริโภคและการท่องเที่ยว (Consumption & Tourism) ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวตลอด 365 วัน และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2569” และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นที่เข้าถึงผู้บริโภควงกว้างอย่าง CPALL, CPAXT และ CRC 

นอกจากนี้ นโยบายสนับสนุนกลุ่มเกษตรและอาหารผ่านการลดต้นทุนขนส่งและยกระดับสู่ “ครัวโลก” ยังส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มอาหารอย่าง CPF และกลุ่มเครื่องดื่มอย่าง CBG และ ICHI ที่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ต่ำลงจากการลดราคาน้ำมันดีเซลตามนโยบายรัฐ 

ส่วนในภาคการท่องเที่ยว การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงแรมและบริการอย่าง ERW, CENTEL และ MINT รวมถึงกลุ่มสนามบินอย่าง AOT ที่จะได้รับอานิสงส์จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มการเงิน ดิจิทัล และ พลังงาน (Finance, Digital & Energy) ซึ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร และกลุ่มเช่าซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยธนาคารอย่าง KTB จะได้รับประโยชน์จากการเป็นกลไกหลักของรัฐบาล ขณะที่กลุ่มลีสซิ่งอย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD จะได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่กลุ่มรากหญ้า เพราะการชำระหนี้ดีขึ้นและช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสีย (NPL) 

นอกจากนี้ นโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ยังเป็นโอกาสทองของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร อย่าง ADVANC และ TRUE ขณะที่กลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้าอย่าง GULF และ GPSC ยังคงมีความแข็งแกร่งจากนโยบายความมั่นคงทางพลังงานและการสนับสนุนพลังงานสะอาด

โดยสรุปแล้ว รายชื่อหุ้นเด่นที่เจ๊เมาธ์ ได้จากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลเชิงบวกจากนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ประกอบด้วย

กลุ่มนิคมและรับเหมา: AMATA, WHA, STECON, INSET

กลุ่มค้าปลีกและอาหาร: CPALL, CPAXT, CRC, CBG, ICHI, CPF

กลุ่มการเงินและธนาคาร: KTB, BBL, KBANK, MTC, TIDLOR, SAWAD

กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ: AOT, ERW, CENTEL, MINT

กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยี: ADVANC, TRUE, COM7

กลุ่มพลังงาน: GULF, PTT, PTTEP, GPSC, TOP 

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จะให้มุมมองที่เป็นบวกและส่งเสริมจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ประเด็นปัญหาที่มาจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่เห็นทางออก

รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ยังคงมีอิทธิพลกดดันอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้กลยุทธ์หลักในการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในจังหวะนี้ คือ การเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play หรือหุ้นที่เน้นรายได้ภายในประเทศ ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐโดยตรง

ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์พูดมาตลอดว่า ในยามวิกฤต การรักษาความสามัคคี และการสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด...แล้วเราจะเหลืออะไร! 

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์