KEY
POINTS
บล.เมย์แบงก์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีความพร้อมในการเดินหน้า แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงสั้น โดยคงเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2569 ที่ 1,370 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป
จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2535 กลยุทธ์ เข้าซื้อหุ้นก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน และขายหลังเลือกตั้ง 1 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดราว +4% ภายใน 2 เดือน เป็นช่วงที่บรรยากาศการลงทุนมักปรับตัวดีขึ้น
ให้น้ำหนักการลงทุนจากบรรยากาศตลาดหลังการเลือกตั้งที่มีแนวโน้มเป็นบวก พร้อมคัดเลือก MTC, BBL, TRUE, MINT และ AP เป็น Top Picks เพื่อรับโอกาสจาก election rally
ตลาดหุ้นไทยในวันสุดท้ายของปีปิดตลาดไปด้วยดัชนี 1259.67 จุด ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2568 ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงไป 140.54 จุด (10%) โดยมีปริมาณการซื้อขายแบ่งออกเป็นสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 37,993.25 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 13,592.88 ล้านบาท
โดยที่นักลงทุนต่างประเทศ ขายหนักๆ ออกมาอีกปีโดยมียอดขายสุทธิรวมอยู่ที่ 107,059.60 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนในประเทศ มียอดซื้อสุทธิ 158,645.72 ล้านบาท
ทั้งนี้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างพากันมองว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ อาจยังจะตกต่ำต่อเนื่อง และอาจลงหนักมากกว่าปี 2568 ด้วยซ้ำไป...
เริ่มต้นจาก บล.เมย์แบงก์ เปิดบทวิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 ประเมินว่า ตลาดมีความพร้อมในการเดินหน้า แม้จะยังเผชิญความไม่แน่นอนในระยะสั้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,370 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของตลาดไทยในระยะถัดไป
นอกจากนี้ บล. เมยแบงก์ ยังแนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสจาก “election rally” โดยระบุว่า จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2535 พบว่า กลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน และขายหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดประมาณ +4% ในช่วงเวลา 2 เดือนดังกล่าว
โดยให้น้ำหนักการลงทุนโดยตรงจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง แนะนำ MTC BBL TRUE MINT และ AP เป็น Top Picks เพื่อรับโอกาสจาก election rally
ขณะที่การลงทุนตามธีม FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า แนะนำ WHA AMATA ITC CCET และ GULF ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไปอย่างโดดเด่น
บล.อินโนเวสท์ เอ็กซ์ แนะลงทุนหุ้นที่งบดุลแข็งแรง margin of safety สูง มีโอกาสรับแรงหนุน Election Rally ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยประกาศก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งคาดช่วยหนุนเซนดิเมนต์การลงทนในระยะสั้น ได้แก่ BDMS CENTEL DIF PTT และ TRUE
ขณะที่ทาง บล. เอเซีย พลัส ที่มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะผันผวน ขณะที่ปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชาที่ผ่อนคลายลง คาดในเชิง SENTIMENT อาจลดแรงกดดันต่อหุ้นที่เคยได้รับผลกระทบเชิงลบ อิงสัดส่วนรายได้จากกัมพูชา อาทิ CBG OR MAJOR SCCC
พร้อมมองว่า เป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีปันผลเด่นในกลุ่ม BANK COMM ENERG MEDIA PROP เพื่อหวังกำไรระยะ กลาง-ยาว
ปิดท้ายด้วย บล.ทิสโก้ ที่ให้เป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 เอาไว้ที่ 1,388 จุด คิดเป็น Upside ราว 100 จุด เนื่องจากถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ยังมองว่า หุ้นไทยก็มี Downside จำกัด หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!
นอกจากนี้ หากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม...แม้ บล.ทิสโก้ จะมอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปีนี้ ได้แก่ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS CPAXT MC TASCO และธีมหุ้นปันผลสูง แนะนำ BTG PRM PTTEP SCCC
หากสรุปมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะให้มุมมองที่ครอบคลุมกลุ่มหุ้นที่อยู่ในกรอบระยะเวลาของการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น...ซึ่งหากจะยาวขึ้นอีกหน่อยก็น่าจะลากไปถึงแค่เพียงช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เท่านั้น ซึ่งทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าพรรคการเมืองใดจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด จนสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
นอกจากนั้น ยังต้องมาคาดเดากันต่อไปอีกว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามกำหนดเวลาหรือไม่อีกด้วย
ทั้งนี้...เมื่อตัวแปรหลักของเศรษฐกิจไทยคงเริ่มเห็นความชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด ก็น่าจะเป็นช่วงหลังการเลือกตั้ง...เพราะทิศทางของเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศจะเป็นบทสะท้อนที่ออกมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก
ดังนั้นถ้าแค่ได้เลือกตั้งใหม่ แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ งานนี้ทั้งตลาดหุ้นไทยก็คงต้องถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกแล้วเจ้าค่ะ