thansettakij
thansettakij
ฟิลิปปินส์ : ประธานอาเซียนท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-จีน

ฟิลิปปินส์ : ประธานอาเซียนท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-จีน

29 เม.ย. 69 | 05:38 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 05:57 น.

ฟิลิปปินส์ : ประธานอาเซียนท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-จีน : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

KEY

POINTS

  • ฟิลิปปินส์ในฐานะ "ปราการด่านหน้า" ของอาเซียน ได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ อย่างแน่นแฟ้น โดยอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าถึงฐานทัพเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับอิทธิพลของจีน
  • ปรับยุทธศาสตร์ทางการทูตโดยหันมาใช้กลไกความร่วมมือกลุ่มย่อย (Minilateralism) เช่น การร่วมมือไตรภาคีกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายความมั่นคงที่คล่องตัวในการถ่วงดุลอำนาจ
  • เผชิญความท้าทายสำคัญในการเป็นประธานอาเซียน ปี 2026 ที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ กับการรักษาบทบาท "ความเป็นแกนกลางของอาเซียน"

บริบทโลกแห่งความไร้ระเบียบและจุดตัดทางภูมิรัฐศาสตร์

ในยุคปัจจุบันที่โครงสร้างอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะความไร้ระเบียบแบบพหุขั้ว (Multipolar Global Disorder) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เป็นเพียงภูมิภาคที่เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็น "กระดานหมากรุก" ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะรัฐหมู่เกาะที่ตั้งอยู่บน "แนวห่วงโซ่เกาะที่หนึ่ง" (First Island Chain) ได้ถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นมาสวมบทบาท "ปราการด่านหน้า" และชายแดนทางทิศตะวันออกของอาเซียน ที่ต้องรับแรงปะทะโดยตรง 

บทความฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตทางความมั่นคง การปรับตัวทางยุทธศาสตร์ของฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปี 2026 ทั้งในมิติการทหารแบบดั้งเดิม พรมแดนความมั่นคงทางไซเบอร์ และ ภาพสะท้อนเชิงเปรียบเทียบกับวิถีทางการทูตของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อฉายภาพอนาคตของภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ

ภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเลและข้อเท็จจริงเรื่องฐานทัพสหรัฐ

เมื่อพิจารณาพัฒนาการหลังปี 2020 สหรัฐอเมริกาได้กลับเข้ามาตั้งฐานทัพถาวร หรือ จัดตั้งโรงงานผลิตอาวุธในฟิลิปปินส์อีกครั้ง คล้ายยุคสงครามเย็น แม้ว่าในทางนิตินัย รัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติที่ห้ามกองกำลังต่างชาติ เข้ามาตั้งฐานทัพถาวรอย่างเด็ดขาด

หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก คือ การขยาย "สิทธิการเข้าถึงพื้นที่ทางทหาร" (Military Access) ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่เพิ่มพูน (Enhanced Defense Cooperation Agreement หรือ EDCA)

ในเดือนเมษายน ปี 2023 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้อนุมัติให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าถึงพื้นที่ฐานทัพของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง (จากเดิม 5 แห่ง รวมเป็น 9 แห่ง) ซึ่งทำเลที่ตั้งใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ใน 2 จุดวาปไฟทางภูมิรัฐศาสตร์หลัก ได้แก่: 

1.การรับมือวิกฤตช่องแคบไต้หวัน: ผ่านการเข้าถึงพื้นที่ทางตอนเหนือ ได้แก่ ฐานทัพเรือ Camilo Osias และสนามบิน Lal-lo ในจังหวัด Cagayan รวมถึงค่ายทหาร Melchor Dela Cruz ในจังหวัด Isabela ซึ่งหันหน้าเข้าหาช่องแคบบาชิ (Bashi Channel) จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่เชื่อมระหว่างแปซิฟิกและทะเลจีนใต้

2.การรักษาสมดุลในทะเลจีนใต้: ผ่านการเข้าถึงพื้นที่บนเกาะ Balabac ในจังหวัด Palawan ซึ่งประชิดกับแนวเส้นประ 9 เส้นที่จีนอ้างสิทธิ์ (ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายกลายเป็นแนวเส้นประ 10 เส้น)
การลงทุนของสหรัฐฯ ในพื้นที่ EDCA เหล่านี้ แม้จะไม่ใช่การตั้งโรงงานผลิตกระสุน หรือ อาวุธยุทโธปกรณ์ในทางตรง หากแต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์แบบใช้สองทาง (Dual-use infrastructure)

เช่น การซ่อมแซมและขยายรันเวย์ให้รองรับอากาศยานขนาดใหญ่ การสร้างคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง โกดังจัดเก็บยุทโธปกรณ์ และศูนย์ประสานงานด้านการบรรเทาสาธารณภัย (HADR) ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ช่วยลดระยะเวลาในการส่งกำลังบำรุงของสหรัฐฯ หากเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคได้อย่างมหาศาล

"การป้องปรามแบบบูรณาการ" และยุทธศาสตร์การทูตกลุ่มย่อย

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงหลักการ "การป้องปรามแบบบูรณาการ" (Integrated Deterrence) ซึ่งฟิลิปปินส์ได้นำหลักการนี้มาปรับใช้เพื่อพลิกโฉมหลักนิยมทางทหารของตน จากที่เคยเน้นการปราบปรามกลุ่มกบฏและภัยคุกคามภายในประเทศ (Internal Security) มาเป็นเวลานาน ได้เปลี่ยนผ่านสู่การป้องกันชายฝั่งและหมู่เกาะ (Archipelagic Coastal Defense) การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมกับการพัฒนายุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เพื่อเพิ่มต้นทุนให้กับฝ่ายตรงข้าม (ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึง ประเทศจีน) ที่มีกำลังเหนือกว่า

นอกจากมิติทางทหารแล้ว พลวัตที่น่าสนใจที่สุด คือ การปรับตัวทางการทูต ในสภาวะที่โครงสร้างอำนาจโลกไม่ได้มีเพียงสองขั้ว แต่เต็มไปด้วยตัวแสดงที่หลากหลาย สหรัฐฯ และ ฟิลิปปินส์ ได้ริเริ่มกลไกความร่วมมือกลุ่มย่อย (Minilateralism) เพื่อสร้างเครือข่ายความมั่นคงที่คล่องตัวกว่ากรอบพหุภาคีขนาดใหญ่ 

ปรากฏการณ์นี้สามารถเปรียบเปรยได้กับกลยุทธ์ในวรรณกรรมประวัติศาสตร์ อย่าง "สามก๊ก" ที่รัฐขนาดกลางและขนาดเล็กรู้จักประเมินกำลังตนเอง และเลือกที่จะสร้างพันธมิตรเพื่อต้านทานมหาอำนาจ (เฉกเช่นการจับมือกันระหว่างซุนกวนแห่งง่อก๊ก และ เล่าปี่ แห่งจ๊กก๊ก เพื่อสกัดกั้นการขยายดินแดนของโจโฉแห่งวุยก๊ก) ฟิลิปปินส์ได้ผลักดันวาระความร่วมมือไตรภาคี JAPHUS (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์) และจตุภาคี Squad (สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์) ขึ้นมาเป็นรูปธรรม

การดึงมิตรประเทศนอกภูมิภาคเข้ามาร่วมซ้อมรบ และลาดตระเวนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน ถือเป็นกลยุทธ์ในการยกระดับ (Internationalization) ข้อพิพาททางทะเลจากระดับทวิภาคีให้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติ ที่เกี่ยวพันยึดโดยงกับประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือ

การพึ่งพาตนเองและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยุคใหม่

ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ยั่งยืน ไม่อาจตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรอรับความช่วยเหลือแต่เพียงฝ่ายเดียว ฟิลิปปินส์ตระหนักดีถึงข้อจำกัดนี้ จึงได้เร่งผลักดันขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยมีหมุดหมายสำคัญ คือ การผ่านกฎหมาย Self-Reliant Defense Posture Revitalization Act (SRDP Act) กฎหมายฉบับนี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "ผู้นำเข้า" สู่การเป็น "ผู้ร่วมผลิตและซ่อมบำรุง" 

โดยอนุญาตให้ทุนต่างชาติเข้ามามีสัดส่วนการถือหุ้นที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ซึ่งสอดรับกับแผนพัฒนากองทัพ (AFP Modernization Program) ระยะที่ 3 หรือ Horizon 3 ที่กำลังดำเนินการอยู่ การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่มีการกระจายความร่วมมือไปยังพันธมิตรหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐ เกาหลีใต้ อิสราเอล และ อินเดีย

พรมแดนความมั่นคงใหม่ -ไซเบอร์ ซัพพลายเชน และ เศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อพิจารณาความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งเชิงกายภาพ (Kinetic Warfare) พื้นที่ไซเบอร์และเศรษฐกิจดิจิทัล ได้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่มองไม่เห็นแต่วิกฤตยิ่งกว่า ความร่วมมือระหว่างฟิลิปปินส์ และ สหรัฐฯ จึงได้ขยายขอบเขตครอบคลุมไปถึง ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) อย่างจริงจัง

ฟิลิปปินส์และอาเซียนกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามข้ามชาติรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ และ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Syndicates) ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเงินดิจิทัล ความร่วมมือด้านความมั่นคงในมิตินี้ จึงครอบคลุมถึงการแบ่งปันข่าวกรองทางไซเบอร์ การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานวิกฤต เช่น โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ และการยกระดับบุคลากร

นอกจากนี้ การสร้างความมั่นคงยังผนวกรวมไปถึง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" (Economic Security) สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในฐานการผลิตทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางดิจิทัลนี้ เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การค้าดิจิทัล นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มการค้าสมัยใหม่ (TradeTech) สามารถเติบโตและบูรณาการเข้ากับระบบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ

อาเซียนบนทางแพร่ง - ภาพสะท้อนจากยุทธศาสตร์ของไทย

ท่าทีที่แข็งขันของฟิลิปปินส์ในฐานะชายแดนตะวันออกของอาเซียน ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมต่อทิศทางของอาเซียน ในภาพรวม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอื่นๆ โดยเฉพาะ ประเทศไทย ซึ่งมีสถานะเป็นพันธมิตรระดับสนธิสัญญาของสหรัฐฯ (Mojor Non-NATO Allies) เช่นเดียวกัน จะเห็นถึงความแตกต่างในการดำเนินยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน

หากฟิลิปปินส์ คือ "ปราการด่านหน้า" ประเทศไทยก็ดำรงสถานะ "สมอเรือและจุดเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์" บนแผ่นดินใหญ่ แม้ไทยจะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ผ่านวิสัยทัศน์ร่วมปี 2020 และแถลงการณ์ร่วมปี 2022 โดยคงความเป็นเจ้าภาพการฝึก Cobra Gold และให้สหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากสนามบินอู่ตะเภาในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการบรรเทาสาธารณภัย (HADR Hub) 

แต่ไทยก็ยังคงยึดมั่นในนโยบาย "การรักษาสมดุล" (Hedging Strategy) ไทยเปิดกว้างความร่วมมือทางทหาร กับ กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) และจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน ควบคู่ไปกับการแยกมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคงออกจากกัน (Compartmentalization) โดยให้จีนเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง

ขณะที่ยังรักษามาตรฐานทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ การทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" นี้ ช่วยให้ไทยสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้ โดยไม่ถูกบีบให้เลือกข้างอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแตกต่างจากท่าทีของฟิลิปปินส์ ที่ต้องแสดงจุดยืนด้านความมั่นคงอย่างชัดเจนเพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเลของตน

Navigating Our Future, Together ท่ามกลางคลื่นลมที่ผันผวน

การพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงการเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม แต่คือ การสร้างอำนาจต่อรองและการบริหารจัดการความเสี่ยง ท่ามกลางกระแสการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี ฟิลิปปินส์กำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการพึ่งพามหาอำนาจหนึ่ง เพื่อป้องปรามอีกมหาอำนาจหนึ่ง ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

บททดสอบที่ท้าทายที่สุดของฟิลิปปินส์กำลังจะเปิดฉากขึ้น ในระหว่างวันที่ 5-9 พฤษภาคมที่จะถึง เมื่อรัฐบาลมะนิลาในฐานะประธานอาเซียน ในปี 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก "Navigating Our Future, Together" กำลังจะจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48

ความสามารถในการนำทางอนาคตของภูมิภาคนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าฟิลิปปินส์จะสามารถบริหารจัดการบทบาทแบบคู่ขนานได้อย่างไร นั่นคือ การเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกา และในขณะเดียวกันก็สามารถรักษา "ความเป็นแกนกลางของอาเซียน" (ASEAN Centrality) ไว้ได้

ความท้าทายนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการสร้างสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ปลอดภัย การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับภูมิภาค และการประสานความร่วมมือ เพื่อไม่ให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตกเป็นเหยื่อของสภาวะความไร้ระเบียบ

หากฟิลิปปินส์สามารถทำหน้าที่ผู้ประสานและขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ได้อย่างแยบคาย ชายแดนตะวันออกแห่งนี้ก็จะไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งความขัดแย้ง แต่จะเป็นจุดกำเนิดของเสถียรภาพและการเติบโตร่วมกันของอาเซียนอย่างแท้จริง

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย