
สินค้าจีนล้นตลาดกับแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลก
สินค้าจีนล้นตลาดกับแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลก : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ดร.ณัฐ ธารพานิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4178
KEY
POINTS
- จีนเผชิญปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน (Overproduction) ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการอุดหนุนของรัฐบาล และอัตราการออมในประเทศที่สูง ทำให้เกิดการลงทุนสร้างโรงงานต่อเนื่องแม้จะมีกำลังผลิตเหลืออยู่แล้ว
- การผลิตที่ล้นเกินส่งผลให้สินค้าจีนราคาถูกทะลักสู่ตลาดโลก สร้างความไม่สมดุลทางการค้า และเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง และมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา
- ไทยได้รับผลกระทบสองด้าน คือ การแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูกที่กระทบผู้ประกอบการในประเทศ และผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้จีน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านคงได้ยินเรื่อง “ปัญหาการผลิตล้นเกินของจีน” อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจาก ประธานาธิบดี ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีต่อสินค้าจีน ยิ่งทำให้ประเด็นสินค้าล้นเกินได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศกังวลว่าสินค้าจีนจะไหลทะลักเข้าประเทศของตน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหลักที่ออกมาโจมตีจีนในประเด็นนี้ โดยกล่าวหารัฐบาลจีนว่า อยู่เบื้องหลังการผลิตล้นเกิน จากการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการจีนในวงเงินมหาศาล
หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนที่สุด ของปัญหาการผลิตล้นเกินของจีน คือ ภาวะที่กำลังการผลิตถูกใช้น้อยเกินไป (Underutilization)
ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตของจีน (Capacity Utilization) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 74.6 นั่นหมายความว่า เครื่องจักรราว 1 ใน 4 ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ผลิต กลับถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งาน แม้ตัวเลขนี้จะยังไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณของภาวะการผลิตล้นเกินที่ชัดเจน แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่ม G7 ที่เป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่
กลุ่มสินค้าที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำที่สุดในจีน ได้แก่ อาหาร ยา เคมีภัณฑ์ และ ยานยนต์ ตามลำดับ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน) การใช้กำลังการผลิตที่ลดลงสะท้อนว่า มีการผลิตสินค้าออกมามาก แต่ยังขายไม่ได้ จึงเกิดสินค้าคงคลังสะสมเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อ GDP ของจีนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของจีน กลับอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หรือ มากกว่าร้อยละ 40 ซึ่งแทบจะสูงที่สุดในโลก ขณะที่ของไทยอยู่เพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น
การลงทุนที่สูงหมายความว่า เศรษฐกิจจีนยังคงสร้างโรงงานและเครื่องจักรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่แล้วก็ตาม สัญญาณของการลงทุนที่มากเกินไปยังสะท้อนผ่าน “ผลิตภาพของสินค้าทุน” ที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงการมี “บริษัทซอมบี้” จำนวนมากที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี แต่ยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้
ปรากฏการณ์การลงทุนที่สูงนี้ยังสะท้อนว่า ชาวจีนมีอัตราการออมสูงมาก โดยอัตราการออมภายในประเทศ (Gross Domestic Savings) ของจีน อยู่ที่ประมาณร้อยละ 43 ของ GDP ขณะที่สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ประมาณร้อยละ 17 เงินออมจำนวนมหาศาลนี้จึงถูกนำไปใช้ในการลงทุน
ในอีกด้านหนึ่ง การออมที่สูงย่อมหมายถึงการบริโภคที่ต่ำ โดยจีนมีสัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ประมาณร้อยละ 39 ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 68 (ข้อมูลจากธนาคารโลก)
นอกจากการบริโภคภายในประเทศที่ต่ำแล้ว จีนยังมีแนวโน้มนำเข้าสินค้าและบริการน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) พบว่า ค่าความยืดหยุ่นของความต้องการนำเข้าต่อรายได้ของชาวจีน มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า เมื่อรายได้ของคนจีนเพิ่มขึ้น พวกเขามักหันไปบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น และลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลง
ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลจีนสามารถกระตุ้นให้ประชาชนบริโภคเพิ่มขึ้นได้จริง การบริโภคที่เพิ่มขึ้นก็มักจะไปอยู่กับสินค้าที่ผลิตในจีนเองเป็นหลัก ซึ่งอาจช่วยดูดซับผลผลิตล้นเกินได้บางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่า การนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น รวมทั้งไทย จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนถึง “ความไม่สมดุล” ของเศรษฐกิจจีน ซึ่งในด้านหนึ่งช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้รวดเร็วและต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดความไม่ยั่งยืน เนื่องจากการลงทุนจำนวนมหาศาล กลับให้ผลตอบแทนลดลง และสร้างภาระหนี้จำนวนมาก ปัจจุบันสัดส่วนหนี้รวมต่อ GDP ของจีนอยู่ในระดับสูงมาก โดยบางสำนักอ้างว่าสูงถึงร้อยละ 300 ของ GDP
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการผลิตล้นเกินของจีน ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก ก่อให้เกิดความไม่สมดุลหรือ Imbalances ในระดับโลก สหรัฐอเมริกาเคยระบุว่า นี่คือหนึ่งในภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจโลก
สำหรับสหรัฐฯ ปัญหาความไม่สมดุลนี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นที่ระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง ไม่อยู่ในสถานะที่จะแก้ไขปัญหาได้ เปรียบเสมือนการเอาพลาสเตอร์ไปปิดแผลที่เลือดยังไหลไม่หยุด สหรัฐฯ จึงหันมาใช้นโยบายการค้าแบบฝ่ายเดียวมากขึ้น แม้จะขัดกับหลักการของ WTO อย่างชัดเจน
ในอดีต สหรัฐฯ เคยเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตะวันตก แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น สหรัฐฯ จึงกล่าวหาว่า จีนใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่อิงกลไกตลาด (Non-market Economy) เช่น มาตรการอุดหนุนที่บิดเบือนการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงขั้นเสนอให้ประเทศสมาชิก WTO ทบทวน “หลักการไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของระบบการค้าพหุภาคี
โดยอ้างว่าในโลกที่ประเทศต่าง ๆ มีโครงสร้างเศรษฐกิจแตกต่างกันมากขึ้น เราอาจไม่สามารถปฏิบัติต่อทุกประเทศอย่างเท่าเทียมได้อีกต่อไป
สำหรับไทย สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบในสองด้าน ด้านหนึ่ง ไทยต้องเผชิญกับการไหลทะลักของสินค้าจีนราคาถูก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด อีกด้านหนึ่ง ไทยก็ต้องรับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจสร้างผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจไทย ไม่น้อยไปกว่ามาตรการทางการค้าของจีน
ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ไทยจึงจำเป็นต้อง “อึด ปรับตัว และดูแลตนเอง” ในระยะสั้น ไทยต้องพิจารณาใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อจำกัดการไหลทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าให้เข้มงวดขึ้น
รวมถึงการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าและมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือการอุดหนุนอย่างรวดเร็วและเชิงรุก เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายที่ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยแถลงต่อรัฐสภาไว้
ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศรองรับ และสามารถทำได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ในขณะเดียวกัน ก็สามารถช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยได้ด้วย

