KEY
POINTS
ในปัจจุบันธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างมากจนเข้าขั้นวิกฤต ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 75 ของพื้นผิวดิน และร้อยละ 66 ของสิ่งแวดล้อมทางทะเลเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากน้ำมือมนุษย์
นอกจากนี้ โลกยังเผชิญกับวิกฤตการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต โดยดัชนีสิ่งมีชีวิตบนโลก (Living Planet Index) ในปี ค.ศ. 2024 ซึ่งจัดทำโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และ สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) ชี้ให้เห็นว่า ในระหว่างปี ค.ศ. 1970 ถึง ค.ศ. 2020 จำนวนประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกทั้งบนบก และ ในน้ำ ลดลงมากถึงร้อยละ 73 โดยจำนวนประชากรสัตว์น้ำจืดลดลงมากที่สุด ถึงร้อยละ 85 การลดลงของสัตว์ป่ายังเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ระบบนิเวศกำลังถูกคุกคาม และมีความเสี่ยงที่จะถูกทำลายอีกด้วย
วิกฤตธรรมชาตินำมาซึ่งความเสี่ยงต่อธุรกิจ ทั้งนี้เพราะระบบนิเวศให้บริการต่าง ๆ แก่มนุษย์มากมาย ตั้งแต่การเป็นแหล่งวัตถุดิบ การผสมเกสร การฟอกอากาศ การป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้ง การป้องกันดินถล่ม การดูดซับก๊าซเรือนกระจก การเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ รวมถึงการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
นอกจากนี้ ระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ยังช่วยรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีขึ้นอีกด้วย บริการจากระบบนิเวศเหล่านี้สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรม ภาคอาหารและเครื่องดื่ม ภาคก่อสร้าง ภาคการท่องเที่ยว ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
จากการประมาณการของ World Economic Forum (WEF) พบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมของเศรษฐกิจโลก (global GDP) หรือกว่า 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.6 พันล้านล้านบาท) พึ่งพาธรรมชาติในระดับปานกลางถึงสูง โดยการพึ่งพานี้มีทั้งพึ่งพาโดยตรง และพึ่งพาธรรมชาติผ่านห่วงโซ่การผลิต (supply chain)
นอกจากนี้ งานศึกษาของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) พบว่าร้อยละ 75 ของเงินกู้ธนาคารในสหภาพยุโรป เป็นการปล่อยกู้ให้แก่บริษัทที่พึ่งพาบริการจากระบบนิเวศอย่างน้อย 1 อย่าง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินอีกด้วย
ความเสี่ยงจากธรรมชาติ (nature risks) อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงจนกระทบกับธุรกิจ (physical risk) เช่น การลดลงของพื้นที่ป่าทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และ ดินถล่มมากขึ้น
การลดลงของป่าชายเลนส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง เกิดปัญหาชายฝั่งกัดเซาะ การกักเก็บคาร์บอนลดลง และส่งผลให้ปราการด่านแรกที่รับแรงปะทะจากพายุหายไป ทำให้ความเสียหายจากลมพายุต่อคนที่อยู่บริเวณชายฝั่งรุนแรงขึ้น
เหตุการณ์เหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจที่พึ่งพาธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภาคการบริการ เช่น การท่องเที่ยว และภาคการผลิต
นอกจากนี้ การลดลงของผู้ผสมเกสร (pollinators) เช่น แมลง และผึ้ง ยังกระทบภาคเกษตรกรรมโดยตรงอีกด้วย
ความสนใจต่อธรรมชาติยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (reputational risk) ขององค์กรที่มีกิจกรรมที่ส่งผลลัพธ์เชิงลบต่อธรรมชาติ ดังเช่นที่ธนาคารระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง เคยโดนองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมโจมตีเรื่องการให้เงินกู้แก่ธุรกิจปาล์มน้ำมัน ที่มีพฤติการณ์ตัดไม้ทำลายป่า และเคยมีบริษัทชอคโกแลตระดับโลกโดนโจมตีด้วยเหตุผลว่าใช้ปาล์มน้ำมันเช่นเดียวกัน
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีกฎระเบียบและมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมของธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition risk) หรือ ความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อลดผลลัพธ์เชิงลบและเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ
ดังจะเห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (European Union Deforestation Regulation: EUDR) ที่กำหนดไม่ให้มีการนำเข้า ซื้อขาย และส่งออกสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม ซึ่งมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก (SMEs) ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่ประเทศต่าง ๆ จะดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายภายใต้กรอบงาน คุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM – GBF) ที่กำหนดเป้าเร่งด่วนที่ต้องบรรลุภายในปี ค.ศ. 2030 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี ค.ศ. 2050
โดยพันธกิจสำคัญ คือ เร่งดำเนินการเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียและเพิ่มการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้ธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังมีการก่อตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับธรรมชาติ (Task Force on Nature-related Financial Disclosures: TNFD) ที่มีข้อเสนอแนะด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งมุ่งหวังให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง โอกาส ผลกระทบ และการพึ่งพาธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการไหลของเงินทุนไปยังกิจกรรม ที่ให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อธรรมชาติ
และเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ องค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) ได้เปิดตัวมาตรฐาน ISO 17298 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท โดยมาตรฐานถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่มีอยู่เดิม เช่น ISO 14001 และ ISO 26000
อีกทั้งยังใช้ร่วมกับกรอบ TNFD เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของ GBF โดยเฉพาะเป้าหมายด้านการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
จะเห็นได้ว่า วิกฤตธรรมชาตินำมาซึ่งความเสี่ยงที่หลากหลาย ซึ่งหากธุรกิจตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงต่อตัวธุรกิจ และลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่วันนี้ ให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งแสวงหาแนวทางโอกาสลงทุนในสิ่งที่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติได้ ก็จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความแปรปรวนจากธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีขึ้น และสร้างโอกาสในการทำธุรกิจที่สร้างมูลค่าในระยะยาวได้ ก่อให้เกิดธุรกิจที่มีความยั่งยืนทั้งต่อตัวธุรกิจเองและต่อโลกของเรา