
หนี้ที่เกิดจากความอยาก เมื่อ “FOMO” กลายเป็น กับดักทางการเงินของคนไทย
หนี้ที่เกิดจากความอยาก เมื่อ “FOMO” กลายเป็น กับดักทางการเงินของคนไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย...ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- ปรากฏการณ์ FOMO (Fear of Missing Out) หรืออาการกลัวตกกระแส เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาสำคัญที่ผลักดันให้คนไทยก่อหนี้ เพื่อการบริโภคสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ทันตามกระแสสังคม
- โซเชียลมีเดียเป็นตัวเร่งที่ทำให้ FOMO รุนแรงขึ้น ผ่านการสร้างวัฒนธรรมการเปรียบเทียบ และแรงกดดันให้ต้องใช้จ่ายตามผู้อื่นเพื่อรักษาภาพลักษณ์และสถานะทางสังคม
- บริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ "หน้าตา" ประกอบกับการใช้โซเชียลมีเดียในอัตราที่สูง ทำให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทางการเงิน ตกอยู่ในกับดักหนี้ที่เกิดจาก FOMO ได้ง่าย
- หนี้สินที่เกิดจาก FOMO ส่วนใหญ่มักเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งสร้างความสุขเพียงระยะสั้นแต่กลายเป็นภาระทางการเงินที่บั่นทอนความมั่นคงในระยะยาว
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง จากปัญหาเรื้อรังได้แปรสภาพกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก สถิติ ณ ต้นปี พ.ศ. 2567 มีตัวเลขที่น่าตกใจโดย สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พุ่งสูงถึง 91.3% ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์สำหรับเศรษฐกิจเกิดใหม่ และติดอันดับต้นๆ ของโลก เช่น ประเทศไทย ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่บ่งชี้ว่า ครัวเรือนไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเปรียบเทียบวิกฤตครั้งนี้ว่า เป็นเสมือน “โรคภัยทางการเงิน” ที่กำลังกัดกินเสถียรภาพ และฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่การจะทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหานี้ให้ถ่องแท้ เราไม่สามารถมองผ่านเพียงมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างอัตราดอกเบี้ย หรือ ตัวเลข GDP หรือ แนวคิดเศรษฐศาสตร์ปกติได้อีกต่อไป
ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์เริ่มหันมาใช้มุมมองของ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” เพื่อขุดลึกลงไปถึงปัจจัยขับเคลื่อนทางจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการก่อหนี้มหาศาลนี้ และตัวการสำคัญที่ถูกชี้เป้าคือปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า “FOMO” (Fear of Missing Out) หรือ “อาการกลัวตกกระแส”
FOMO คือ ความวิตกกังวลที่แพร่หลายในสังคมยุคใหม่ เป็นความรู้สึกกลัวว่าคนอื่นกำลังมีความสุข ได้ครอบครองสิ่งของ หรือมีประสบการณ์ดีๆ โดยที่ไม่มีเราเป็นส่วนร่วม ความกลัวที่จะ “พลาด” หรือ “ตามไม่ทัน” นี้เอง ได้กลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทรงพลังและไร้เหตุผล ผลักดันให้ผู้คนตัดสินใจบริโภค และก่อหนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้คนจำนวนมากยอมใช้จ่ายเงินที่ตนเองยังไม่มี เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น เพียงเพราะไม่อยากรู้สึก “ตกขบวน”
ในบริบทของสังคมไทย ปรากฏการณ์ FOMO ได้หยั่งรากลึกและเติบโตอย่างรวดเร็ว ราวกับเชื้อโรคที่พบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การมาบรรจบกันของสังคมที่เชื่อมต่อถึงกันตลอดเวลา ประชากรวัยหนุ่มสาวที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล การตลาดออนไลน์ที่ซับซ้อน และวัฒนธรรมดั้งเดิม ที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาทางสังคม กลายเป็น “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ที่ทำให้ความกังวลจากอาการ FOMO สามารถบ่อนทำลายความรอบคอบทางการเงินของผู้คนได้อย่างเป็นระบบ
หนี้สินจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มิได้ถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุนให้เกิดประโยชน์หรือต่อยอด แต่กลับถูกใช้ไปกับความสุขระยะสั้น และสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อว่ามนุษย์จะวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล
แต่เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ให้แนวคิดการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า FOMO เข้ามาบิดเบือนการตัดสินใจเหล่านั้นได้อย่างไร โดยทำให้เราเอนเอียงไปหาความพึงพอใจเฉพาะหน้า และยอมแลกมันกับความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ภาพรวมวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย : ตัวเลขที่น่ากังวลและไส้ในที่เปราะบาง
ประเทศไทยกลายเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของผู้คนส่งผลกระทบต่อระดับหนี้ของชาติได้อย่างไร สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูงกว่า 90% ไม่เพียงแต่สูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นรองเพียงเกาหลีใต้ในระดับทวีปเอเชีย และหากนับรวมหนี้นอกระบบซึ่งเป็นที่แพร่หลายในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลตัวเมืองใหญ่ ตัวเลขนี้อาจทะยานเกิน 100% ของ GDP ไปแล้ว
สิ่งที่ทำให้ภาระหนี้สินของคนไทยน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือ “ไส้ใน” หรือ องค์ประกอบของหนี้เหล่านั้น ต่างจากประเทศที่ร่ำรวยซึ่งหนี้ส่วนใหญ่ มักเป็นการกู้ยืมเพื่อสร้างสินทรัพย์ระยะยาว เช่น การซื้อบ้าน หรือการลงทุนเพื่อการศึกษา แต่หนี้ครัวเรือนของไทยกว่า 70% ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลับถูกใช้ไปกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อการลงทุนที่สร้างรายได้ในอนาคต ครอบครัวจำนวนมากกำลังกู้เงินเพื่อจ่ายค่าสาธารณูปโภค ซื้อของเข้าบ้าน ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือรถมอเตอร์ไซค์ หนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวันไปแล้ว
หนี้ส่วนใหญ่นี้จึงถูกจัดว่าเป็น “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต” ซึ่งหมายความว่า มันไม่ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ในอนาคตเลยแม้แต่น้อย กลุ่มหนี้ที่เติบโตเร็วที่สุด คือ หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่ออุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งแตกต่างจากหนี้อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้เป็นสัดส่วนหลัก สิ่งนี้ตอกย้ำรูปแบบการกู้ยืมเพื่อความสุขในปัจจุบัน มากกว่าการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
บริบททางเศรษฐกิจและสังคมของไทยยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ แรงงานกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในภาคแรงงานนอกระบบ ขาดรายได้ที่มั่นคงและสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง เมื่อมีโอกาสหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ทริปท่องเที่ยว หรือค่าใช้จ่ายในงานสังคม พวกเขามักไม่มีเงินออมสำรอง ทำให้การกู้ยืมกลายเป็นทางออกแรกและทางออกเดียว
ด้วยเหตุนี้ คนหนุ่มสาวจำนวนมากจึงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน พร้อมกับภาระหนี้สินติดตัว ภาระหนี้สินนี้ได้กลายเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เพราะมันบั่นทอนความสามารถในการใช้จ่ายและการลงทุนเพื่ออนาคตของประชาชน
เจาะลึกจิตวิทยา FOMO: เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการใช้จ่ายในยุคดิจิทัล
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมการก่อหนี้เพื่อการบริโภค คือตัวกระตุ้นทางจิตวิทยา ที่เรียกว่า FOMO โดยแก่นแท้แล้ว FOMO คือ รูปแบบหนึ่งของความวิตกกังวลทางสังคม ซึ่งมีรากฐานมาจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและมีปฏิสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่น
เมื่อคนเรารู้สึกกังวลว่าจะเสียใจในภายหลังหากไม่ได้ครอบครองสินค้า หรือ มีประสบการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่เพื่อนฝูง ความรู้สึกนี้จะกระตุ้นพฤติกรรมที่เรียกว่า "การหลีกเลี่ยงความเสียดาย" และ "ความต้องการเป็นที่ยอมรับทางสังคม"
แม้ว่าการเปรียบเทียบทางสังคม หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง" จะมีอยู่คู่สังคมมนุษย์มานานแล้ว แต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ขยายอิทธิพลของ FOMO ให้รุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบให้มันเติบโต
• โลกสวยบนโซเชียลและการเปรียบเทียบที่ไม่สิ้นสุด : แพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok กระตุ้นให้ผู้ใช้งานนำเสนอชีวิตในแบบที่ดีที่สุดของตัวเอง หรือที่เรียกว่า “Highlight Reel” ไม่ว่าจะเป็นภาพท่องเที่ยวสุดหรู อุปกรณ์ใหม่ล่าสุด หรืองานอีเวนต์สุดพิเศษ
สิ่งนี้ทำให้เกิด “การเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดูดีกว่าเสมอ” ผู้คนจะวัดชีวิตธรรมดาของตัวเองกับภาพชีวิตในฝัน ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีของคนอื่น การเปรียบเทียบที่ไม่สิ้นสุดนี้ สามารถจุดชนวนความอิจฉา ความรู้สึกไร้ค่า และความกังวลว่าจะถูกกีดกันออกจากสังคมได้อย่างรุนแรง
•สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสพติดและสร้างความเร่งด่วน : โซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาโดยจงใจให้ผู้ใช้เสพติด และมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การแจ้งเตือน และการเลื่อนดูเนื้อหาที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งสร้างเงื่อนไขให้ผู้ใช้ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และตอกย้ำความรู้สึกกลัวที่จะตกกระแส หรือ ข่าวสารสำคัญ
นักการตลาดก็ใช้ประโยชน์จากจุดนี้อย่างเต็มที่ โดยใช้กระแสไวรัล โปรโมชั่นลดราคาแบบสายฟ้าแลบ และข้อเสนอที่มีเวลาจำกัด เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วน ที่กระตุ้นความกลัวตกกระแสของผู้บริโภคโดยตรง
ผลกระทบของ FOMO ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับอารมณ์ แต่มันยังเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังอย่างยิ่ง มันเชื่อมโยงความต้องการทางจิตวิทยา ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเข้ากับการกระทำ เพื่อชดเชยความรู้สึกนั้น นั่นคือ การเลียนแบบพฤติกรรมการบริโภคที่เห็นทางออนไลน์ เพื่อขจัดความกังวลที่ว่าตนเองกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง งานวิจัยชี้ชัดว่า ผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
สะพานเชื่อมจากความกังวลสู่การเป็นหนี้ : กลไกทางพฤติกรรม
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า FOMO แปลงความวิตกกังวลทางสังคม ไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดได้อย่างไร โดยอาศัยประโยชน์จากอคติทางการรับรู้ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
1. อคติเอนเอียงเข้าหาปัจจุบัน (Present Bias): อำนาจของ “ความสุขวันนี้”
อคตินี้ คือ แนวโน้มของมนุษย์ที่จะให้ความสำคัญกับความพึงพอใจในปัจจุบัน มากกว่าผลตอบแทนที่ใหญ่กว่าในอนาคต FOMO ได้ใช้ประโยชน์จากอคตินี้อย่างเต็มที่ โดยสร้างความรู้สึกเร่งด่วนว่านี่คือโอกาสหรือภัยคุกคามที่ต้องจัดการ “เดี๋ยวนี้”
รางวัลที่ได้รับทันที เช่น ความสุขจากการได้ไปเที่ยว หรือความตื่นเต้นที่ได้แกะกล่องแกดเจ็ตใหม่ จะดูมีค่ามากกว่าความเป็นจริง ผู้บริโภคจะให้น้ำหนักอย่างมากกับประโยชน์เฉพาะหน้า (“ฉันจะได้มีความสุขเหมือนคนอื่นเดี๋ยวนี้”) และมองข้ามต้นทุนในอนาคต (“บิลบัตรเครดิตค่อยว่ากันทีหลัง”)
ความเจ็บปวดจากการ “พลาด” โอกาสนั้นรู้สึกเหมือนเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงและทันที ในขณะที่ความเจ็บปวดจากการต้องชำระหนี้ในอนาคต กลับดูห่างไกลและเป็นนามธรรม กรอบความคิดระยะสั้นนี้เองที่ทำให้เราเลือกความสุขวันนี้ และยอมเป็นหนี้ในวันหน้า
2.พฤติกรรมตามแห่และการส่งสัญญาณทางสถานะ (Herd Behavior & Status Signaling)
FOMO มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเปรียบเทียบทางสังคมและการบริโภคเพื่อบ่งบอกสถานะ เมื่อเห็นเพื่อนฝูงหรือคนในสังคมมีสิ่งของบางอย่าง เราจะรู้สึกกดดันให้ต้องมีเหมือนกันเพื่อที่จะได้ “ทัดเทียม” กับคนอื่น
ในยุคที่โซเชียลมีเดียอยู่ทุกหนทุกแห่ง แรงกดดันนี้รุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว ผู้คนรู้สึกว่าต้องมีส่วนร่วมในทุกประสบการณ์ ที่ถูกนำเสนอบนโลกออนไลน์ หากเพื่อน หรือ อินฟลูเอนเซอร์โพสต์รูปไปเที่ยวต่างประเทศ หรือเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ การไม่ทำตามอาจทำให้รู้สึกเหมือนขาดอะไรไป หรือ มีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า นี่คืออาการ FOMO ที่ควบคู่มากับความกังวลเรื่องสถานะ
งานวิจัยทั่วโลกระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนรุ่นมิลเลนเนียลยอมเป็นหนี้เพียงเพื่อรักษาวิถีชีวิตให้ดูดีเหมือนเพื่อนฝูง สิ่งนี้สร้าง “กระแสแห่งการใช้จ่ายตามกัน” ที่ซึ่งการใช้จ่ายของคนหนึ่งสร้างแรงกดดันให้อีกคนต้องใช้จ่ายตาม และอาจนำไปสู่วงจรหนี้ที่ขับเคลื่อนโดยสังคม
3. การหลีกเลี่ยงความสูญเสียและการใช้จ่ายด้วยอารมณ์ (Loss Aversion & Emotional Spending)
หลักการนี้ระบุว่า ความเจ็บปวดทางจิตใจจากการหลีกเลี่ยงความสูญเสียนั้น รุนแรงกว่าความสุขที่ได้จากผลประโยชน์ในปริมาณที่เท่ากัน FOMO ใช้ประโยชน์จากหลักการนี้ โดยเปลี่ยนกรอบการตัดสินใจทางการเงินให้กลายเป็นการ “หลีกเลี่ยงความสูญเสียทางสังคม”
ตัวเลือกจึงไม่ใช่การคำนวณทางการเงินอย่างมีเหตุผล แต่เป็นการหลีกเลี่ยง “การสูญเสียสถานะทางสังคม การพลาดความทรงจำที่ดี และการสูญเสียความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” ความสูญเสียที่ถูกรับรู้นี้ เกิดขึ้นทันทีและส่งผลต่ออารมณ์อย่างรุนแรง จนสามารถเอาชนะการควบคุมตนเองได้
ความวิตกกังวลและความเครียดจาก FOMO สามารถผลักดันให้เกิดการตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งมักแสดงออกมาในรูปแบบของการซื้อของตามอารมณ์ หรือที่เรียกว่า “ช้อปปิ้งบำบัด” (Retail Therapy) เพื่อบรรเทาความทุกข์ใจที่รู้สึกว่า ตัวเองกำลังตกกระแส การซื้อของชั่ววูบเหล่านี้ เมื่อสะสมรวมกันก็จะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่มีดอกเบี้ยสูง
บริบทของสังคมไทย : ทำไม FOMO จึงรุนแรงและหยั่งรากลึก?
ในประเทศไทย พลวัตทางพฤติกรรมเหล่านี้ถูกซ้ำเติม ด้วยปัจจัยทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เฉพาะตัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการใช้โซเชียลมีเดียสูงที่สุดในโลก ซึ่งหมายความว่ากระแสต่างๆ สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ แฟชั่น การท่องเที่ยว หรือ การไปรับประทานอาหารที่คาเฟ่เปิดใหม่
•วัฒนธรรม “หน้าตา” และแรงกดดันทางสังคม: ค่านิยมในสังคมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการ “รักษาหน้าตา” และการแสดงออกถึงสถานะทางสังคม สิ่งนี้แปลเปลี่ยนเป็นแรงกดดันที่มองไม่เห็นให้ผู้คนต้องมีรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือจัดงานสังคมที่ดูดี แม้ว่าจะมีรายได้ไม่มากก็ตาม
มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับครอบครัวรายได้น้อย ที่ยอมเป็นหนี้เพื่อซื้อมือถือเครื่องใหม่ หรือจัดงานบวชงานแต่งอย่างยิ่งใหญ่ การกู้ยืมเงินกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แม้แต่เพื่อความฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ และตัวขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลัง ก็คือ ความกลัวที่จะพลาดมาตรฐานการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ สัญลักษณ์แห่งสถานะที่คนอื่นมี
•กับดักสองชั้นสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย: กลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะพวกเขาไม่มีเงินออมเป็นกันชนเหมือนคนที่มีฐานะดีกว่า ดังนั้น การใช้จ่ายใดๆ ที่ถูกกระตุ้นโดย FOMO จึงมีแนวโน้มสูงที่จะต้องพึ่งพาการกู้ยืมในทันที พวกเขายังเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อหนี้อุปโภคบริโภคที่มีดอกเบี้ยสูง โดยหนี้เกือบ 42% ของคนกลุ่มนี้คือหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
•การตลาดที่จ้องจะใช้ประโยชน์จากความเปราะบาง : ผู้ให้สินเชื่อและการตลาดก็ใช้ประโยชน์จากความเปราะบางนี้อย่างเต็มที่ กลยุทธ์การให้สินเชื่อเชิงรุก เช่น แผนการผ่อนชำระที่ง่ายดาย และบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ถูกนำเสนออย่างหนักให้กับผู้บริโภค ที่อาจไม่มีคุณสมบัติพอที่จะขอสินเชื่อจากธนาคารทั่วไป
บริการ BNPL ตอบสนองต่ออคติเอนเอียงเข้าหาปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ: ผู้บริโภคเห็นว่าสามารถเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนที่อยากได้ในวันนี้โดยจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นการบดบังต้นทุนระยะยาวที่แท้จริง
สำหรับครัวเรือนที่เปราะบางทางการเงินเหล่านี้ การมีหนี้สินล้นพ้นตัวมักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้าย ทั้งความเครียดทางจิตใจ ความขัดแย้งในครอบครัว และ การพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่โหดร้าย เพียงแค่การใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจาก FOMO ก็อาจทำให้งบประมาณของทั้งครอบครัวพังทลายลงได้
และน่าเศร้าที่แรงจูงใจของ FOMO ซึ่งคือการ “มีความสุขในวันนี้” อาจนำไปสู่การถูกกีดกันทางการเงินในระยะยาว เพราะหนี้สินได้ปิดกั้นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำในอนาคตไปจนหมดสิ้น
ทางออกจากกับดักหนี้: เราจะก้าวข้าม FOMO ได้อย่างไร?
การแก้ไขปมปัญหาที่ซับซ้อนระหว่างการบริโภคที่ขับเคลื่อนด้วย FOMO และหนี้ครัวเรือน จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแบบบูรณาการที่ผสมผสานทั้งการกำกับดูแลจากภาครัฐ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เป้าหมายไม่ใช่การกำจัดความปรารถนาของผู้คน แต่คือการเสริมสร้างพลังให้พวกเขา สามารถตัดสินใจเลือกทางที่สอดคล้องกับความอยู่ดีมีสุขในระยะยาว
ก. กลยุทธ์ด้านพฤติกรรมและการศึกษา
1.สร้างความรู้ทางการเงินเชิงพฤติกรรม : ความรู้ทางการเงินแบบดั้งเดิมที่เน้นแค่การทำงบประมาณและดอกเบี้ยทบต้นมักไม่ได้ผล เพราะไม่ได้แก้ไขอคติทางจิตวิทยาที่เป็นต้นตอของปัญหา โปรแกรมสมัยใหม่ต้องสอนให้ผู้บริโภค “รู้เท่าทันอารมณ์” และอคติของตนเอง เช่น รู้จักอาการ FOMO และอคติเอนเอียงเข้าหาปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจว่าการตลาดใช้ประโยชน์จากอารมณ์เหล่านี้อย่างไร
2.ใช้กลไกควบคุมตนเอง : สร้าง “ช่วงเวลาพักเพื่อไตร่ตรอง” ก่อนการซื้อของที่ไม่จำเป็นทางออนไลน์ เช่น กำหนดให้รอ 24 ชั่วโมง เพื่อลดการซื้อของตามอารมณ์ชั่ววูบ นอกจากนี้ แอปพลิเคชันทางการเงินควรมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้เห็นภาพต้นทุนระยะยาวของหนี้อย่างชัดเจน เช่น แสดงให้เห็นว่าดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องจ่ายเป็นเท่าไหร่ หรือต้องทำงานกี่ชั่วโมงเพื่อแลกกับของชิ้นนั้น
ข. การแทรกแซงเชิงระบบและกฎระเบียบ
1.ส่งเสริมการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ : ภาครัฐต้องกำกับดูแลฝั่งผู้ให้สินเชื่ออย่างเข้มงวด เพื่อจำกัดการฉวยโอกาสจากอคติของผู้บริโภค เช่น จำกัดการตลาดสินเชื่อเชิงรุกที่โฆษณาเกินจริง และบังคับใช้เกณฑ์การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่าง BNPL
2.เสริมสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม : การแก้ปัญหาหนี้ต้องแก้ที่โครงสร้างด้วย การเสริมสร้างสวัสดิการสังคม เช่น ประกันการว่างงาน หรือเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยเฉพาะสำหรับแรงงานนอกระบบ จะช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อความอยู่รอด และทำให้ครัวเรือนเปราะบางน้อยลงต่อการใช้จ่ายที่เกิดจากความสิ้นหวัง
ค. การปรับเปลี่ยนทัศนคติในระดับวัฒนธรรม
ในระยะยาว การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการปรับเปลี่ยนค่านิยมของสังคม โดยส่งเสริมและเฉลิมฉลองความพอเพียง การออม และการสร้างความมั่นคงทางการเงินมากกว่าการบริโภคเพื่อโอ้อวด อาจร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ทางการเงิน เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่า “ความสำเร็จที่แท้จริง คือ ความมั่นคงทางการเงิน ไม่ใช่การมีทุกอย่างเหมือนคนอื่น”
บทสรุป : สร้างความมั่นคงในวันหน้า ด้วยการเข้าใจอารมณ์ในวันนี้
วิกฤตหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย เป็นบทพิสูจน์ที่ทรงพลังว่าจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก “อาการกลัวตกกระแส” คำกล่าวที่ว่า “ของมันต้องมี” ที่ถูกขยายให้รุนแรงขึ้นโดยการใช้งานโซเชียลมีเดีย และถูกอำนวยความสะดวกโดยสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย ได้นำพาผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางทางการเงิน ไปสู่การสะสมหนี้ เพื่อการบริโภคที่ให้ความสุขเพียงชั่วครู่ แต่สร้างภาระผูกพันในระยะยาว
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมบังคับให้เราต้องยอมรับว่า นี่ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวส่วนบุคคล หรือ การขาดความยับยั้งชั่งใจ แต่มันคือปฏิกิริยาที่คาดเดาได้ต่อแรงกดดันทางจิตวิทยาและสังคมที่ซับซ้อน
ทางออกของประเทศไทยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการกำกับดูแลทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค การศึกษา และนโยบายทางสังคม การทำความเข้าใจ “เหตุผลเบื้องหลัง” ของการก่อหนี้ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการสร้างทางออก ที่จะช่วยให้คนไทยสามารถมีความสุขกับมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ถูกบ่อนทำลายจากวัฒนธรรมการบริโภคที่ขับเคลื่อนความอยากได้อยากมี
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย...ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4138






