thansettakij
thansettakij
รู้ทัน “ต้อเนื้อ” จากต้อลมสู่ต้อกระจก และวิธีเซฟดวงตาก่อนสายเกินแก้

รู้ทัน “ต้อเนื้อ” จากต้อลมสู่ต้อกระจก และวิธีเซฟดวงตาก่อนสายเกินแก้

รู้ทัน “ต้อเนื้อ” จากต้อลมสู่ต้อกระจก และวิธีเซฟดวงตาก่อนสายเกินแก้ คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ต้อลม ต้อเนื้อ และต้อกระจกเป็นโรคคนละชนิด โดยต้อลมเป็นก้อนที่ตาขาวไม่ลามเข้าตาดำ ต้อเนื้อสามารถลุกลามเข้าตาดำจนกระทบการมองเห็น ส่วนต้อกระจกเกิดจากเลนส์แก้วตาภายในขุ่นมัว ทำให้มองเห็นภาพมัว
  • ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของต้อเนื้อคือการได้รับรังสี UV จากแสงแดด รวมถึงการสัมผัสลม ฝุ่น ควัน และภาวะตาแห้งเรื้อรัง โดยผู้ที่ทำงานกลางแจ้งมีความเสี่ยงสูง
  • การป้องกันต้อเนื้อทำได้ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV400 สวมหมวกหรือกางร่ม หยอดน้ำตาเทียมเมื่อมีอาการตาแห้ง และหลีกเลี่ยงการขยี้ตาเพื่อลดการอักเสบและชะลอการลุกลามของโรค

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าเรื่องโรคต้อกระจกในบทความ ได้มีแฟนคลับบางท่านส่งคอมเมนต์มาให้ ก็ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงที่สนใจนะครับ มีอยู่ข้อความหนึ่ง ที่สอบถามมาว่า แล้วต้อลมกับต้อเนื้อ มันต่างจากต้อกระจกอย่างไร? ทำให้ผมต้องรีบไปหาอ่านจากบทวิจัยมาเล่าต่อจากบทที่แล้ว ก็ต้องบอกว่าดีมากเลยครับ ที่ท่านถามมา ผมจะได้เพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเองด้วยครับ

ถ้าหากเรามองส่องกระจก ทำให้เราสังเกตเห็นเยื่อบุตาขาวของตัวเอง เริ่มมีตุ่มนูนเล็ก ๆ สีเหลือง หรือมีแผ่นเนื้อเยื่อสีชมพูค่อย ๆ แผ่ยื่นเข้ามาใกล้ตาดำ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักเกิดความกังวลใจ และอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองทันทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือ ต้ออะไร? อันตรายถึงขั้นทำให้ตาบอดหรือไม่? และมันคือโรคเดียวกับต้อกระจกที่เคยได้ยินบ่อย ๆ หรือเปล่า? ในความจริงแล้ว โรคเกี่ยวกับดวงตาที่พบได้บ่อยมากในคนไทยเรา อย่างต้อลม ต้อเนื้อ และต้อกระจก มักถูกจำสับสน หรืออาจจะเรียกผิดอยู่เสมอ ทั้งที่ในทางจักษุวิทยาแล้ว ทั้งสามโรคนี้มีความแตกต่างกันทั้งตำแหน่งที่เกิด สาเหตุของการเกิดโรค และระดับความรุนแรงอย่างสิ้นเชิงครับ

หากเราลองทำความเข้าใจดวงตาของเราให้ดี จะพบว่า “ต้อลม” นั้นคือจุดเริ่มต้นแรกสุด โดยเกิดขึ้นเป็นเพียงก้อนเนื้อนูนขนาดเล็กสีเหลืองหรือสีขาวบริเวณตาขาว ซึ่งมักจะเกิดที่ฝั่งหัวตามากกว่าหางตา ก้อนต้อลมนี้ เกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา และมีจุดเด่นคือมันจะไม่มีวันลามเข้าไปในพื้นที่ของตาดำเด็ดขาด อาการส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงความระคายเคือง เหมือนมีเศษฝุ่นอยู่ในตา ตาแห้ง หรือตาแดงเป็นครั้งคราว แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ต้อลมถูกกระตุ้นเรื้อรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็พร้อมที่จะพัฒนาไปสู่ภาคต่อที่ชื่อว่า “ต้อเนื้อ” ซึ่งต้อเนื้อนี้จะมีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อเยื่อสีชมพู มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงอย่างชัดเจน และความน่ากลัวของมันก็คือ การค่อย ๆ แผ่ขยายลุกลามเข้าไปในพื้นที่ตาดำ หากปล่อยทิ้งไว้จนแผ่นเนื้อเยื่อนี้ ยื่นเข้าไปบังรูรับแสงหรือรูม่านตา มันจะไม่เพียงแต่ดึงรั้งกระจกตา จนเกิดสายตาเอียงเท่านั้น แต่ยังบดบังการมองเห็น จนทำให้สายตามัวลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ต้อกระจกนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นที่เยื่อบุตาด้านนอก เหมือนต้อลมหรือต้อเนื้อ แต่เกิดจากการขุ่นมัวของเลนส์แก้วตาที่อยู่ภายในลูกตา ส่งผลให้มองเห็นภาพมัวลงเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า โดยที่ตาขาวภายนอกยังคงดูเป็นปกติทุกประการครับ

การที่ต้อเนื้อกลายมาเป็นภัยคุกคามดวงตายอดฮิตของคนไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ที่มีแสงแดดจัดตลอดทั้งปี ซึ่งปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมรอบตัวนี่เอง ที่เป็นตัวการร้ายหลัก โดยเฉพาะแสงรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ทั้งชนิด A และ B จากแสงแดด ซึ่งสามารถทะลุทะลวงเข้าไปทำลายโครงสร้างโปรตีน และรหัสพันธุกรรมในเซลล์เยื่อบุตาขาว จนส่งผลให้เซลล์บริเวณนั้น เกิดการเติบโตผิดปกติ และสร้างเนื้อเยื่อหนาตัวขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น การที่ดวงตาต้องสัมผัสกับลมแรง ฝุ่นละออง หรือควันไฟเป็นประจำ ความแห้งและความระคายเคือง สะสมจะยิ่งไปกระตุ้นให้เส้นเลือดฝักตัว และส่งสารอาหารมาเลี้ยงแผ่นต้อเนื้อให้ขยายตัวเร็วขึ้นหลายเท่าตัว กลุ่มคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ไรเดอร์ส่งของ บุรุษพยาบาล ขับรถรับจ้าง ช่างก่อสร้าง หรือผู้ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่สวมสิ่งป้องกัน จึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่จะต้องเผชิญกับโรคนี้ครับ

แม้ฟังดูน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้อเนื้อและต้อลมจัดเป็นโรคตาที่สามารถป้องกันและชะลอความรุนแรงได้ง่ายที่สุดโรคหนึ่ง หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง หัวใจสำคัญที่สุดคือการสวมแว่นกันแดดที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถป้องกันรังสี UV400 ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกครั้งที่ต้องออกแดด โดยควรเลือกทรงแว่นที่มีความโค้งกระชับกับใบหน้า เพื่อช่วยบังลมและฝุ่นจากทางด้านข้างร่วมด้วย การสวมหมวกปีกกว้างหรือกางร่มก็เป็นอีกหนึ่งเกราะป้องกันชั้นดี ที่ช่วยลดปริมาณแสงตกกระทบดวงตา สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญลมแรง ทำงานในห้องแอร์ หรือเพ่งหน้าจอนาน ๆ จนตาแห้ง การหยดน้ำตาเทียมเป็นประจำ เพื่อจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และชะลอการโตของต้อเนื้อได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการขยี้ตาแรง ๆ เพราะการขยี้ตาจะทำให้เยื่อบุตาเกิดรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เยื่อบุตาอักเสบและทำให้ต้อเนื้อลุกลามเร็วยิ่งขึ้นครับ

ความเข้าใจในกลไกของต้อเนื้อนี้ ยังได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางการแพทย์สากลอย่างแพร่หลาย โดยงานวิจัยเรื่อง “The Pathophysiology of Pterygium: Cell Biology and Molecular Mechanisms” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Progress in Retinal and Eye Research ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า รังสี UV ในแสงแดด คือปัจจัยหลักที่เข้าไปทำลายเซลล์สเตมเซลล์บริเวณขอบกระจกตา จนทำให้เกิดการเติบโตของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ ขณะเดียวกัน งานวิจัยเชิงระบาดวิทยา “Epidemiology and Risk Factors of Pinguecula and Pterygium in Population-Based Studies” จากวารสาร American Journal of Ophthalmology ก็ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้อลมและต้อเนื้อมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณการสะสมของรังสี UV และการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง ซึ่งต้อลมสามารถพัฒนาเป็นต้อเนื้อได้อย่างรวดเร็ว หากดวงตายังคงได้รับสิ่งกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพดวงตาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับสถาบันจักษุวิทยาแห่งอเมริกา (AAO) ในรายงาน “Ultraviolet Radiation and the Eye” ยังได้สรุปหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างแน่นหนาว่า การสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV ได้จริง ร่วมกับการลดการสัมผัสลมและฝุ่นละออง คือวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอัตราการเกิดต้อเนื้อ และการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุด การหันมาใส่ใจและปกป้องดวงตาคู่สำคัญตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรามีสายตาที่แจ่มใส และใช้งานได้อย่างยาวนานโดยไม่ต้องรอให้สายเกินแก้ครับ