thansettakij
thansettakij
ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

20 ก.ย. 69 | 01:49 น.

เศรษฐกิจไทยโตต่ำติดกับดัก GDP 1.9% รั้งท้ายอาเซียน ระบุอุตสาหกรรมใหม่โตแรง แต่อุตฯเก่าถดถอย พร้อมเปิดปม K-Shape ธุรกิจใหญ่โต SMEs ทรุด

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำเพียง 1.9% ซึ่งรั้งท้ายในอาเซียน สะท้อนการติดกับดักเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
  • การเติบโตของเศรษฐกิจมีลักษณะไม่สมดุลแบบ K-Shape โดยอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวสูง
  • ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ปุ๋ยเคมี และน้ำมันปาล์มแปรรูป กำลังเผชิญภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ประจำไตรมาสที่สองของปีนี้ อยู่ที่ 1.9% แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีใครแปลกใจเท่าใดนัก เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่รั้งท้ายของอาเซียน 6 มาหลายไตรมาสติดต่อกันแล้ว 

โดยล่าสุดในไตรมาสสอง ปี 2569 เวียตนามมีอัตราการขยายตัวสูงสุดในกลุ่ม ที่ 8.6% ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% ก็น้อยกว่าประมาณ 4 เท่ากว่า ๆ เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าศักยภาพในการแข่งขันกับคนอื่นของไทยต่ำลงมาตลอด 

สัญญานส่งมาต่อเนื่อง จากทุกวิกฤติเศรษฐกิจที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เผชิญในช่วงที่ผ่านมา หลังจากการฟื้นตัวไทยไม่เคยกลับมายืนอยู่ที่เดิมได้เลย เพราะหลังทุกวิกฤติสภาพแวดล้อมทุกมิติมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไทยไม่มีการขยับอะไรในเชิงโครงสร้าง และหลายอย่างยิ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของไทยแย่ลงกว่าเดิม เช่น กฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือคอรัปชั่นที่รุนแรงมากขึ้น แม้จะพูดกันมาตลอด แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครออกโรงเป็นเจ้าภาพและลงมือจริง ๆ จัง ๆ แบบเต็มรูปแบบ อาจเป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลานานและต่อเนื่อง หรือกระทบประโยชน์ตนเอง ทำให้ขาดเสน่ห์จากฝ่ายการเมือง 

 

แต่อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ช้าลง นั้นก็คือ โครงสร้างการขยายตัวเศรษฐกิจที่ไม่เสมอภาค(Uneven Growth) ที่มักเรียกว่า K-shape คือการขยายตัวสูงบางกลุ่ม และบางสาขาลดลงจนทำให้เกิดความแตกต่างในระบบมากขึ้น และหากมองละเอียดแบ่งเป็นกลุ่ม ขนาด และความเป็นเจ้าของแล้ว ยิ่งทำให้การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขนั้นจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิดมาก และยิ่งในลัทธิเศรษฐกิจทุนนิยมและเสรี ยิ่งทำให้โอกาสที่ปลาเล็กจะถูกกลืนกินยิ่งง่ายขึ้น ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ซึมเซา เงียบเหงา และดูท่าจะซึมนานนี้มีหลายมิติซ้ำซ้อนอยู่

ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

 

ทั้งนี้ จะลองเสนอภาพของปัญหาแสดงผ่านออกมาทางตัวเลขหลายด้านมาเป็นข้อ ๆในแต่ละมิติ ดังนี้ 

มิติอุตสาหกรรมรายสาขา

  • การขยายตัวของสาขาอุตสาหกรรมกระจุกตัวในบางสาขาที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ AI-related เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ที่มีอัตราการขยายตัวในครึ่งปีนี้เฉลี่ย 30%-40% ส่วนอุตสาหกรรมเก่า ๆ เช่น ยานยนต์ (สันดาป) ลดลง 12-15% อิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม ลดลง 5-7% ปุ๋ยเคมีและส่วนประกอบลดลง 20-25% น้ำมันปาล์มแปรรูปลดลง 8-10%
  • ผู้ส่งออกรายใหญ่สุด 20 บริษัทแรก คิดเป็นมูลค่ารวม 27% ของการส่งออกรวม โดยเป็นสัญชาติไทย 3 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2% ของการส่งออกรวม และเป็นของบริษัทต่างชาติ 25% และหากแบ่งผู้ส่งออกตามสาขาอุตสาหกรรมที่ส่งออก พบว่าเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 11 ราย ยานยนต์ 7 ราย ปิโตรเลียม 2 ราย และ 1 รายเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์  
  • ในภาพรวม อุตสาหกรรมส่งออกมากที่สุดเป็นสาขาอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วนราว 14% ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อีกราว 7.5% อัญมณีและเครื่องประดับ 7%  และปิโตรเลียม 4% และทั้งหมดมีอัตราการขยายตัวการส่งออกสูง ในขณะที่สินค้าสาขานำเข้า คิดเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 17% ปิโตรเลียม 13% อัญมณีและชิ้นส่วนเครื่องประดับ 8% และยานยนต์และชิ้นส่วน ประมาณ 3% ที่มีอัตราการขยายตัวสูงมากกว่า 2 digits 

มิติด้านขนาดของกิจการ

  • ครึ่งปีแรก 2569 สัดส่วนสินเชื่อรวมในระบบจะเป็นของธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 7-8% และ SME ราว 22% และอัตราดอกเบี้ยของ SME ประมาณ 7-8% ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3-4%
  • สินเชื่อรวมขยายตัวประมาณ 2% ซึ่งสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.6% แต่ชะลอตัวในกลุ่ม SME โดยลดลง 4.6% ในไตรมาสที่สอง 2569 นับว่าหดตัวติดต่อกันมากกว่า 16 ไตรมาส และหลายฝ่ายยังมองไม่เห็นสัญญานการขยายตัว
  • สัดส่วนสินเชื่อ SME ที่มีปัญหาในการชำระตามกำหนด (ทั้ง Special Mention และ NPL) รวมประมาณ 24% เพิ่มจากปี 2566 ที่อยู่ที่ 16% และแม้ว่าในไตรมาสล่าสุด สัดส่วนของ NPL อยู่ที่2.82% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 2.85% แต่ก็ไม่ได้สะท้อนคุณภาพหนี้ เพราะ ธนาคารเร่งขายหนี้เสีย ตัดหนี้สูญ รวมทั้งเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อตัดออกจากรายการ NPL
  • คุณภาพหนี้ SME ยังมีปัญหา จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าในไตรมาสสอง 2569 มีสัดส่วนหนี้ที่ตกชั้นที่มีปรับโครงสร้างหนี้ไหลกลับมา กลายเป็น NPL ประมาณ 47-50% คิดเป็นมูลค่ากว่า5.2 หมื่นล้านบาท
  • สินเชื่อ SME ที่เป็น NPL ไม่มีทีท่าจะปรับตัวดีขึ้น ยังคงค้างที่ 7-9% ในขณะที่ ในขณะที่ของธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.40%  

ข้อเท็จจริงที่เห็นข้างต้นแสดงให้เห็นภาพของปัญหาที่เรากำลังเผชิญในวันนี้ที่หลายคนเรียกว่า K-Shape อย่างชัดเจนว่า 

  • สาขาอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และนวัตกรรม มีความสามารถในการแข่งขันสูง ทำให้สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนมากจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ฯลฯ ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ลดลงเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมในประเทศ พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นสำคัญ และความสามารถในการแข่งขันจากสินค้านำเข้าได้น้อย อาทิ เครื่องนุ่งห่ม และเหล็กและเหล็กกล้า ฯลฯ 
  • อุตสาหกรรมส่งออกที่มีความสามารถในการแข่งขันนั้นอาศัยเทคโนโลยีและขิ้นส่วนประกอบสำคัญจากต่างประเทศผ่านการนำเข้า และมีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธ์ของนวัตกรรมจากต่างประเทศอัตราสูง รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมประเภททุนเข้มข้น (Capital intensive) ทำให้มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเหล่านี้ในประเทศมีไม่สูง โดยจะเห็นจากดุลการค้าของไทยหดตัวลงอย่างมากเมื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้ขยายตัว

ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

  • การจัดสรรทุนและทรัพยากรของประเทศไหลไปสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากกว่าขนาดเล็ก สินเชื่อเกือบสามในสี่เทไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ และยิ่งกว่านั้นต้นทุนของทุนสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ยังต่ำกว่าของ SME ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของ SME ในการประกอบธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของ SME ทำให้เราเห็นภาพ K-shape ในบริบทนี้ชัดว่าธุรกิจขยาดใหญ่ยังมีทรัพยากรเพียงพอและต้นทุนต่ำในการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ SME ยังมีภาระต้นทุนของเงินทุนสูง แถมยังเข้าถึงทุนได้ยากกว่า ส่งผลให้อัตราการขยายตัวต่ำ 

นโยบายมหภาคต่อปัญหาการขยายตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน ดูเหมือนไม่ง่ายนัก เพราะภายใต้ระบบทุนเสรีที่ผ่านมาทำให้เงื่อนไขต่าง ๆ สร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งกฎ ระเบียบ ความสามารถ ความรู้ และขนาดของทรัพยากรอบด้าน ทำให้ SME จำนวนมากมีโอกาสแข่งขันและเติบโตได้น้อยมาก จนตัวเลขของซอมบี้ SME หรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีกำไรต่ำจนเกือบหรือไม่สามารถใช้หนี้ได้ มีชีวิตไปวัน ๆ อยู่รอดในระยะสั้น แต่ไม่มีโอกาสเติบโต มีจำนวนมากขึ้น ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนด้านอุตสาหกรรมในสถานการณ์ K-shape growth นี้ น่าจะพิจารณาดังนี้ 

  • ในระยะเร่งด่วนต้องรักษาสภาพการจ้างงานและความต่อเนื่องการดำเนินธุรกิจของธุรกิจไทยที่มีศักยภาพให้ดำรงอยู่ได้ ผ่านการสนับสนุนทางด้านการตลาด การลดต้นทุนพร้อมกับเงื่อนไขในการพัฒนาตนเอง และเงินทุนหมุนเวียนให้ประคองธุรกิจอยู่ได้ พร้อม ๆ กับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวไปพร้อมกัน ผมยังคิดว่าการเพิ่มผลิตภาพการผลิตของอุตสาหกรรมไทยยังเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ และเร่งรีบ
  • ให้โครงการของรัฐต้องมีผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทยในประเทศในสัดส่วนที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีโครงการ Thai First แต่ก็ทำไปแบบขอไปที ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
  • สำหรับ SME การสร้างโอกาสทางการตลาดให้ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องตรงจุด ส่วนตลาดการสร้างโอกาสทางออนไลน์ในต้นทุนที่ลดลงเป็นสิ่งเร่งด่วน เพราะในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นการสั่งซื้อออนไลน์มากขึ้นและต้นทุนการให้บริการของแพลตฟอร์มสูง ทำให้ SME เผชิญกับสถานการณ์ยอดขายสูง กำไรต่ำ ทำให้โอกาสขยายตัวได้ยาก
  • เชื่อม FDI กับผู้ประกอบการไทย โดยต้องสร้างเงื่อนไข และมีกติกาที่ให้ FDI มีแผนการที่ต้องเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานให้ได้ และต้องเข้มงวด ไม่เช่นนั้น FDI จะนำซัพพลายเช้นส์ของตนเองเข้ามา หรือนำเข้าชิ้นส่วนประกอบจากประเทศแม่เข้ามาแทนที่จะร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งต้องมีแผนชัดเจนทั้งการพัฒนาเพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอย่างแข็งแรง มาตรการด้านนี้ เช่น กำหนดจำนวนผู้ประกอบการไทยในซัพพลายเช้นส์ จำนวนมูลค่าเพิ่มและค่าจ้างงานในประเทศ ฯลฯ

ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

  • พัฒนาปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมดั้งเดิมเข้าสูงอุตสาหกรรมใหม่บนฐานความชำนาญเดิม เช่น จากชิ้นส่วนยานยนต์เดิม สู่ชิ้นส่วนยานยนต์ หรือจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สิ่งทอ ไปสู่สิ่งทอเทคนิคในอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม หรือจากอาหาร ไปเป็น Functional food หรืออาหารทางการแพทย์ ฯลฯ
  • สำหรับการพัฒนา SME ในระยะยาวนั้น ยังคิดว่าต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด เพราะปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้หลายสิบหน่วยงาน ต่างคนต่างทำ ซ้ำซ้อน ทำให้การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพและทิศทางไม่ชัดเจน ซึ่งน่าจะสังขยานาทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นก็จะมีหน่วยงานเกือบ 30 แห่งที่มีงบประมาณด้าน SME และต่างทำ ตามความเข้าใจของตนเอง หน่วยงานรัฐต้องมีเครือข่ายระหว่างกันในการช่วยเหลือพัฒนา SME ทั้งระบบ และแต่ละพื้นที่ 

เชื่อว่าข้อเสนอข้างต้นทุกฝ่ายรู้ดีว่าต้องทำอะไร ปัญหาเหล่านี้มีหลากหลาย ซับซ้อน และยังเชื่อมโยงกัน ซึ่งหลายคนบอกว่าคือปัญหาโครงสร้าง ทำให้หลายหน่วยงานลงมือทำตามที่ตนเองเข้าใจ และตามหน้าที่ อำนาจที่มีอยู่ และหลายหน่วยงานคิดว่าไม่ต้องทำเพราะอย่างไรก็ไม่สำเร็จ รวมทั้งหลายหน่วยงานที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร 

ไทยไม่มีระบบการจัดการภาพรวมแบบศูนย์รวม

แต่ที่สำคัญ ตอนนี้ไทยไม่มีระบบการจัดการในภาพรวมแบบศูนย์รวมว่าใครควรเป็นคนรับผิดชอบและมีอำนาจในการมองภาพรวม กำหนดภาพการพัฒนา ปรับเปลี่ยน และทิศทางในภาพใหญ่ให้ชัดเจน และต้องมีอำนาจในการจัดการมอบหมายงานและสั่งการให้กับหน่วยงานในการดำเนินการตามทิศทางต่าง ๆ ให้สอดประสานกัน 

แม้ว่าสภาพัฒน์ฯ จะออกแผนพัฒนาฯ ในภาพรวมออกมา แต่ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ตีความ แบบทำอะไรก็ใช่ ก็ถูก และไม่มีอำนาจสั่งการ ทำให้เห็นแบบที่ผ่าน ๆ มา และยิ่งเจตนารมย์ทางการเมือง และกฏ ระเบียบในปัจจุบัน ในความคิดเห็นส่วนตัวยังไม่เห็นหนทางของความสำเร็จ ไทยยังคงน่าจะติดกับดักโครงสร้างทางเศรษฐกิจนี้อีกนาน