
กลยุทธ์ 10% เลือกเทคโนโลยีที่ใช่ให้ธุรกิจครอบครัว
ผลสำรวจธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่กว่าพันแห่งทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงเกือบครึ่งหนึ่งยอมรับว่าองค์กรของตนยังลงทุนเรื่องนี้น้อยเกินไป
เวลานี้ใครๆ ก็พูดถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว รายงานจาก Deloitte Private ประจำปี 2026 ซึ่งสำรวจธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่กว่าพันแห่งทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงเกือบครึ่งหนึ่งยอมรับว่าองค์กรของตนยังลงทุนเรื่องนี้น้อยเกินไป
ประเด็นสำคัญคือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วแถมงบประมาณก็มีจำกัด ธุรกิจครอบครัวควรจะวางแผนเรื่องนี้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด เพราะการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลไม่ได้แปลว่าต้องรีบกวาดซื้อเทคโนโลยีใหม่ทุกตัวในตลาด แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกลงทุนอย่างฉลาดในเทคโนโลยีเพียง 10% ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้จริง
ก่อนที่องค์กรจะก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปูพื้นฐานให้แน่นก่อน ทั้งนี้ ลี เจียจาง ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ Kuala Lumpur Kepong Berhad ธุรกิจเก่าแก่ในมาเลเซีย ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จก้าวแรกของบริษัทมาจากการวางระบบพื้นฐานให้ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรหรือ ERP ระบบบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ และระบบหลังบ้านอย่างงานทรัพยากรบุคคล แนวคิดนี้สอดคล้องกับผลสำรวจที่ชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวในตอนนี้ให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีคลาวด์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดระเบียบข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขยายกิจการ
ปัญหาที่มักพบในหลายองค์กรคือ พยายามจับเทคโนโลยีใหม่ๆมายัดใส่ระบบจนงบบานปลายแต่ไม่ค่อยเห็นผล ฮวน คอร์รัล โอรอซโค ผู้บริหารจาก Grupo Bafar ในเม็กซิโก แนะนำว่าธุรกิจควรวิเคราะห์ให้ขาด แล้วเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดเพียง 10% ที่สร้างมูลค่าสูงสุดให้กับธุรกิจจริงๆ จากนั้นให้โฟกัสที่จุดนั้นแทนที่จะใช้วิธีหว่านแห ซึ่งการลงทุนแบบเจาะจงนี้จะช่วยให้องค์กรไม่สูญเสียทรัพยากรไปเปล่าประโยชน์ และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่า
นอกจากระบบพื้นฐานและ AI แล้ว ธุรกิจครอบครัวที่อยากรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน ยังควรหันมามองเทคโนโลยีเฉพาะทางที่เข้ากับเป้าหมายของตัวเองด้วย เช่น การนำเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนมาตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผู้บริหารให้ความสนใจถึง 38%
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งนำระบบอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งหรือ IoT มาคุมประสิทธิภาพการผลิตแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่การนำระบบอัตโนมัติมาช่วยลดภาระงานเอกสารซ้ำซ้อน เทคโนโลยีเหล่านี้คือตัวช่วยสำคัญที่ผู้บริหารเกินกว่า 60% ยืนยันว่าสามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพงาน ลดต้นทุน และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
การลงทุนด้านเทคโนโลยีของธุรกิจครอบครัว จึงไม่ใช่การวิ่งตามเทรนด์หรือทุ่มงบเพื่อแข่งกันล้ำสมัย แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ธุรกิจที่จะยืนระยะได้ยาวนานคือธุรกิจที่รู้ชัดเจนว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร แล้วดึงเทคโนโลยีมาอุดรอยรั่วและต่อยอดจุดแข็งได้ถูกจุด เพื่อปูทางให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคงและพร้อมส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป







