thansettakij
thansettakij
ขอด...แต่ไม่เข็ด มหากาพย์การต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงที่ขาของคุณ

ขอด...แต่ไม่เข็ด มหากาพย์การต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงที่ขาของคุณ

28 มี.ค. 69 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มี.ค. 69 | 05:31 น.

ขอด...แต่ไม่เข็ด มหากาพย์การต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงที่ขาของคุณ คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • เส้นเลือดขอดเกิดจากลิ้นในหลอดเลือดดำและผนังหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เลือดคั่งที่ขา เกิดการขยายและบิดตัวเป็นเส้นเลือดขอด ผู้หญิงมักเสี่ยงมากกว่าเพราะฮอร์โมนและการตั้งครรภ์ แต่ผู้ชายก็เป็นได้
  • หากปล่อยเส้นเลือดขอดนานโดยไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ผิวหนังอักเสบ แผลเรื้อรัง หรือแม้แต่ลิ่มเลือดอุดตันที่อันตรายถึงชีวิต การนวดแรงๆ เป็นอันตรายเพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุด
  • ปัจจุบันมีวิธีรักษาแบบแผลเล็ก เช่น เลเซอร์ คลื่นวิทยุ หรือกาวชีวภาพ รวมถึงการใส่ถุงน่องทางการแพทย์ ช่วยให้กลับบ้านได้ทันที นอกจากนี้การป้องกันด้วยการขยับข้อเท้า เขย่งเท้า และควบคุมน้ำหนัก มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงและถนอมระบบไหลเวียนเลือดในระยะยาว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีน้องท่านหนึ่งที่รู้จักกันมานานมากแล้ว ได้โทรศัพท์มาสอบถามว่า เธอมีอาการเส้นเลือดขอดที่ขา ได้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลมา มีคนแนะนำว่าน่าจะผ่าตัดเพื่อรักษาอาการ ผมจึงสอบถามไปว่า อาการเส้นเลือดขอดสาหัสมากเลยใช่มั้ย เธอก็บอกว่าไม่ได้หนักมา แต่มองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นชัดเจน ผมเลยแนะนำไปว่า น่าจะไปพบแพทย์ใหม่อีกสักครั้งดีมั้ย ก่อนที่จะตัดสินใจผ่าตัด

ในอดีตที่ผ่านมา ช่วงที่ผมอาศัยอยู่ที่เชียงของ มีเพื่อนบ้านท่านหนึ่ง ก็มีอาการเส้นเลือดขอดที่ขาทั้งสองข้างลายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะท่านมีบุตรอยู่หลายคน ช่วงหลังที่ท่านคลอดบุตร จะมีอาการเส้นเลือดขอดหนักหนาสาหัสมากเลยครับ ในยุคนั้นผมก็มีความสงสัยว่า อาการเส้นเลือดขอด น่าจะมีแต่สุภาพสตรีเท่านั้นที่เป็น แต่วันนี้หลังจากได้อ่านดูจากบทวิจัยแล้ว จึงทราบว่าผู้ชายก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกันครับ

จากงานวิจัยถึงเรื่องของเส้นเลือดขอดที่ขา จริงๆ มันคือมหากาพย์ของการต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลก ที่ร่างกายมนุษย์เราทำอยู่ทุกวินาที ลองนึกภาพตามนะครับว่า หัวใจเราเหมือนปั๊มน้ำหลักที่อยู่ชั้นบนสุดของบ้าน แล้วขาทั้งสองข้างของเราคือก๊อกน้ำที่อยู่ชั้นใต้ดิน การที่หัวใจจะปั๊มเลือดแดงที่มีสารอาหารลงไปเลี้ยงเท้านั้นง่ายมาก เพราะแรงดึงดูดของโลกช่วยดึงลงไปอยู่แล้ว แต่ความยากมันอยู่ขากลับครับ เมื่อเลือดดำที่ใช้แล้วอยากจะกลับขึ้นไปหาหัวใจเพื่อฟอกใหม่ มันต้อง “ปีน” ต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นมาสูงเป็นเมตรๆ ร่างกายเราเลยออกแบบวิศวกรรมสุดล้ำไว้ที่ขา นั่นคือการติดตั้ง “ลิ้นสำหรับเปิด-ปิด”เล็กๆ ไว้ในเส้นเลือดดำ คอยทำหน้าที่เป็นประตูกลถัดไปเรื่อย ๆ เพื่อกั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับลงมากองที่เท้า พร้อมกับมี “กล้ามเนื้อน่อง” ที่คอยบีบตัวเหมือนปั๊มสำรองทุกครั้งที่เราก้าวเดิน เพื่อรีดเลือดให้พุ่งขึ้นข้างบนนั่นแหละครับ

แต่ทีนี้ปัญหาในผู้หญิงสูงวัยหรือแม้แต่ผู้ชายอย่างเราๆ มันเริ่มเกิดตรงที่ผนังหลอดเลือดและลิ้นเหล่านี้เริ่มล้าครับ เหมือนหนังยางที่ถูกดึงมานานหลายสิบปี จนมันเริ่มย้วยยาน พอมันปิดไม่สนิท เลือดที่ควรจะไหลขึ้นก็เริ่ม “รั่ว” กลับลงมาคั่งอยู่ที่น่อง พอเลือดคั่งนานเข้า แรงดันในเส้นเลือดก็พุ่งสูงขึ้นจนเส้นเลือดทนไม่ไหว ต้องขยายขนาดใหญ่ขึ้น ปูดนูนออกมา และขดเคี้ยวไปมาเพื่อหาที่อยู่ใหม่ จนกลายเป็นเส้นเลือดขอดที่เราเห็นนั่นเอง โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ต้องเจอศึกหนักทั้งเรื่องฮอร์โมนวัยทอง ที่ทำให้ผนังเส้นเลือดคลายตัวง่ายขึ้น หรือประวัติการมีลูกที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์เคยไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ในท้องไว้นานหลายเดือน ได้สะสมความล้ามาเป็นเวลานานนับสิบๆ ปีจนมาแสดงอาการชัดเจนในช่วงสูงวัยนี้นี่เองครับ

ที่น่าตกใจคือคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มันเป็นแค่เรื่องของผิวพรรณที่ไม่สวย เลยปล่อยทิ้งไว้หรือหาซื้อยามาทาเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นเลือดขอดที่ปล่อยไว้นานๆ โดยไม่รักษามันร้ายลึกกว่านั้นครับ เพราะเลือดที่คั่งอยู่นานๆ จะทำให้ผิวหนังบริเวณข้อเท้าเริ่มอักเสบเรื้อรัง จนเซลล์ผิวหนังตายและกลายเป็นสีดำคล้ำแข็งๆ หรือร้ายที่สุดคือกลายเป็นแผลเน่าเสีย ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย เพราะเลือดดีๆ เข้าไปหล่อเลี้ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิตคือ “ลิ่มเลือดอุดตัน” เพราะเลือดที่ไหลช้าและคั่งอยู่นาน มีโอกาสจับตัวเป็นก้อนแข็งๆ ถ้าวันดีคืนดีก้อนนี้หลุดลอยไปอุดที่ปอดขึ้นมา นั่นคือเรื่องใหญ่ระดับวิกฤตเลยทีเดียว ดังนั้นการที่เห็นใครมีเส้นเลือดปูดแล้วหวังดีไปช่วยนวดแรงๆ หวังจะให้มันยุบ จึงเป็นข้อห้ามเด็ดขาด เพราะนั่นอาจไปทำให้ลิ่มเลือดหลุดเข้ากระแสเลือดได้ครับ

แต่ข่าวดีที่วิชาการแพทย์ในยุคนี้ เราไม่ต้องกลัวการรักษาเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ ลืมภาพการผ่าตัดใหญ่ ที่ต้องดึงเส้นเลือดออกจนเป็นแผลยาวเหวอะหวะไปได้เลย เพราะตอนนี้คุณหมอเขามีเทคนิคที่เรียกว่า “แผลเท่ารูเข็ม” ไม่ว่าจะเป็นการใช้เลเซอร์หรือคลื่นวิทยุความร้อน สอดเข้าไปจี้ให้เส้นเลือดที่เสียมันฝ่อปิดตัวลงไปเอง หรือแม้แต่การใช้ “กาวชีวภาพ” เข้าไปปิดผนึกเส้นเลือดที่เสียอย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีพวกนี้ ทำเสร็จแล้วลุกเดินกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แถมยังให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่ามาก ส่วนใครที่ยังเป็นไม่มาก การใส่ถุงน่องทางการแพทย์ที่ออกแบบมาให้แน่นตรงข้อเท้า และค่อยๆ คลายตัวเมื่อสูงขึ้น ก็เป็นวิธีช่วยพยุงไม่ให้เลือดรั่วกลับลงมาได้อย่างดีเยี่ยม เรียกว่าเป็นการช่วย “ติดสปริง” ให้กับลิ้นหัวใจที่ขากลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้งครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เราควรจะต้องฝึก “เขย่งเท้า”บ่อยๆ หรือขยับข้อเท้าขึ้นลงเวลาต้องนั่งนานๆ เพื่อกระตุ้นปั๊มที่น่องให้ทำงานเสมอ และพยายามคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้ลงพุงจนอ้วนเกินไป เพราะพุงที่ใหญ่จะไปกดทับเส้นเลือดที่ขา ซึ่งไม่ต่างจากตอนตั้งครรภ์เลยครับ การดูแลเรียวขาตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยความงาม แต่คือการถนอม “หัวใจดวงที่สอง” ของเรา ให้อยู่กับเราไปนานๆ โดยไม่มีอาการปวดล้าหรือตะคริวมาคอยกวนใจในยามพักผ่อนนั่นเองครับ

มหากาพย์การต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงที่ขาของเรา มันไม่ได้จบลงที่การรักษาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ “รับฟัง” เสียงเตือนจากร่างกายครับ เส้นเลือดที่ขดตัวอยู่นั้น อาจกำลังบอกให้เราขยับตัวมากขึ้น ลดน้ำหนักลงสักนิด หรือหาเวลาพักยกขาให้สูงขึ้นบ้างในแต่ละวัน การดูแลเส้นเลือดขอด จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามบนผิวหนัง แต่มันคือการถนอม “ระบบไหลเวียนเลือด” ซึ่งเป็นรากฐานของสุขภาพที่ดีในระยะยาว อย่ารอให้ความ “ขอด” กลายเป็นความ “เข็ด” จนก้าวเดินลำบาก เริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ขาทั้งสองข้าง พาคุณออกไปท่องโลกกว้างได้อย่างมั่นใจไปอีกนานแสนนานครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง (Footnotes & References)

  • [1] ความชุกของโรค (Prevalence): งานวิจัยจาก The Framingham Study พบว่าโรคหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (CVD) พบในผู้หญิงประมาณ 25% และผู้ชาย 15% โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญคือ “อายุ”และ “ดัชนีมวลกาย (BMI)” ที่สูงเกินเกณฑ์
  • [2] ประสิทธิภาพการรักษา (Efficacy): วารสารทางการแพทย์ Journal of Vascular Surgery ระบุว่าการรักษาด้วยคลื่นวิทยุความร้อน (Radiofrequency Ablation - RFA) มีอัตราความสำเร็จในการปิดเส้นเลือดที่เสียได้สูงถึง 95-98% และมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำต่ำกว่าการผ่าตัดดึงเส้นเลือดแบบดั้งเดิม (Open Stripping)
  • [3] ปัจจัยด้านพันธุกรรม: สถิติทางการแพทย์ยืนยันว่า หากบิดาและมารดาเป็นเส้นเลือดขอดทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสเป็นสูงถึง 90% แต่หากเป็นเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โอกาสจะอยู่ที่ประมาณ 40-60% (อ้างอิงจาก American Venous Forum)
  • [4] การนวดที่ผิดวิธี: ข้อมูลคำเตือนเรื่องลิ่มเลือดหลุดอุดตันปอด (Pulmonary Embolism) อ้างอิงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน (DVT) ซึ่งการนวดแรงๆ บริเวณที่มีเส้นเลือดขอดอาจไปกระตุ้นให้ลิ่มเลือดที่ก่อตัวอยู่หลุดเข้าสู่กระแสเลือดได้