thansettakij
thansettakij
มิตรภาพสุดท้ายของชีวิต ที่เขียนด้วยหยาดสุรา

มิตรภาพสุดท้ายของชีวิต ที่เขียนด้วยหยาดสุรา

16 พ.ค. 69 | 02:10 น.
อัปเดตล่าสุด :16 พ.ค. 69 | 03:23 น.

มิตรภาพสุดท้ายของชีวิต ที่เขียนด้วยหยาดสุรา คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • การดื่มแอลกอฮอล์สะสมเป็นเวลานานทำลายเซลล์ตับ ก่อให้เกิดตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ โดยผู้ป่วยจำนวนมากมักรู้ตัวเมื่อโรครุนแรงแล้ว
  • วัฒนธรรมการดื่มเพื่อระบายความทุกข์หรือดื่มหนักโดยขาดการดูแลสุขภาพ ทำให้ตับถูกทำลายรุนแรงขึ้น และเรื่องราวนี้สะท้อนความสำคัญของการดูแลสุขภาพและรักษาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดก่อนเวลาจะหมดลง

ในเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ในขณะที่สายลมพัดผ่านมา มันอาจจะดูเป็นเรื่องปกติสำหรับใครหลาย ๆคน ได้มีเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมา พอผมรับสายปรากฎว่าเป็นโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง ทำให้บรรยากาศมันกลับเปลี่ยนให้เป็นเช้าที่หนักอึ้ง และเต็มไปด้วยความหมายสำหรับผมมาก เขาบอกผมว่า เขาเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายแล้ว คำบอกเล่าของเขา แม้จะเป็นลักษณะที่เรียบ ๆเหมือนไม่มีเรื่องใหญ่มากสำหรับตัวเขา แต่สำหรับผมแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งวัน

การที่มีเพื่อนเก่าที่ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายคนหนึ่ง เลือกที่จะต่อสายโทรศัพท์มาหาผม ในเวลาที่เขาอยู่ในภาวะที่เปราะบางที่สุดเช่นนี้ คงไม่ใช่เป็นเพียงเพราะเขามี “ความเหงา” แต่มันอาจจะคือสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่กำลังโหยหาความอบอุ่นและการยืนยันว่า ในชีวิตที่ผ่านมาของเขานั้นมีค่าเพียงใด ท่ามกลางความเจ็บปวดทางร่างกายจากโรคร้าย ความทรงจำในวันวานอาจจะคือ “โอสถทิพย์” ชนิดเดียว ที่พอจะช่วยประโลมใจเขาได้ และการที่เขาเลือกเป็นผมให้รับฟังเขา ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและหยิบยกความหลังที่ผ่านมา ด้วยเรื่องราวของผู้ที่ผ่านวิกฤตมาได้ ผมจึงต้องมีภาระในการทำหน้าที่ของ “เพื่อนแท้” ที่เพื่อนส่งมาให้งดงามที่สุด เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมีให้แก่กันได้ ในสภาพกาลของความเงียบงันจากโรคร้ายอย่าง “มะเร็งตับ”ครับ

หลายคนมักไม่ทันสังเกตว่า “ตับ” คืออวัยวะที่ “อดทน” ที่สุดในร่างกาย เพราะมันทำงานหนักอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกคอยบ่นเจ็บ จนกว่าความเสียหายจะลุกลามเกินเยียวยา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์มาอย่างยาวนาน จนถึงขั้นเป็น “โรคติดสุรา” หรือ Alcoholism ซึ่งเหล้าทุกจิบที่ถูกกลืนลงไปในร่างกาย จะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้กลายเป็น “แอซีทัลดีไฮด์” ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงที่จู่โจมและกัดกร่อน DNA ของเซลล์ตับโดยตรง เมื่อตับถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดพังผืดที่ขรุขระและแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ “ตับแข็ง” ซึ่งเปรียบเสมือนรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ไม่มีวันจางหาย และในดินแดนที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยพังผืดนี้เอง ที่ “เซลล์มะเร็ง” มักจะเลือกอุบัติขึ้นมา เพื่อเป็นด่านสุดท้ายของการทำลายล้างชีวิตของผู้สูงวัยที่ล่ำสุรามานาน

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำกล่าวอ้างว่า แล้วทำไมชาวจีนหรือชาวเกาหลีใต้ ที่พวกเขามีวัฒนธรรมการดื่มสุราที่หนักหน่วงมาก แต่ทำไมดูเหมือนจะทนทานต่อโรคมะเร็งได้ดีกว่าคนไทยละ? ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สถิติทางการแพทย์กลับฟ้องความจริงที่น่าตกใจว่า ทั้งจีนและเกาหลีใต้ ต่างก็มีอัตราการเกิดมะเร็งตับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สิ่งที่ทำให้เราเห็นภาพว่า พวกเขา “ยังดูดี” แม้ว่าจะป่วยหนัก อาจจะเป็นเพราะระบบการตรวจคัดกรองที่เข้มงวดและทันสมัย ทำให้พวกเขามักจะรู้ตัวก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ต่างจากบริบทในสังคมไทย ที่มักจะพบโรคเมื่อมีอาการหนักแล้ว นอกจากนี้ วัฒนธรรมการดื่มของไทยยังมีลักษณะที่อันตรายกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือการดื่มเพื่อ “ดับทุกข์” หรือดื่มประชดชีวิต ซึ่งมักจะเป็นการโหมกระหน่ำแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ในปริมาณมากด้วยความรวดเร็ว โดยบ่อยครั้งที่ดื่มแบบเพียว ๆ หรือดื่มโดยไม่ยอมทานกับแกล้ม หรืออาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย จึงทำให้ตับขาดสารอาหารสำคัญ ที่จะมาช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ขณะที่กำลังรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย หรือการใช้สุราเป็นเครื่องมือจัดการกับอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่ล้นปรี่หรือความทุกข์ที่ท่วมท้น มักจะนำมาซึ่งการขาดสติในการควบคุมปริมาณ และนั่นคือจุดที่ตับถูกทำลายอย่างรุนแรงที่สุด แม้พันธุกรรมของคนเอเชียบางมักกลุ่ม เวลาดื่มสุราจะมีอาการ “ตัวแดงหรือคัน” ง่าย ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ร่างกายรับพิษไม่ไหว แต่หลายคนกลับเลือกที่จะเพิกเฉย และฝืนดื่มต่อไปจนกว่าร่างกายจะประท้วงด้วยความเจ็บปวด

บทเรียนจากเพื่อนของผมในวันนี้ จึงน่าจะเป็นวิทยาทานที่ทรงพลังที่สุด ในการเตือนสติผู้ที่ยังประมาทในชีวิตอย่างสิ้นเปลือง เพราะ “ตับคือโรงงานกำจัดขยะ” อันล้ำค่าเพียงแห่งเดียวที่เรามีอยู่ในร่างกาย และเมื่อโรงงานนี้ล่มสลาย ระบบอื่นๆ ในร่างกายก็จะพังทลายตามไปในเวลาอันรวดเร็ว สุดท้ายแล้วในวาระที่เวลาของใครคนหนึ่งกำลังนับถอยหลัง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่รสชาติของสุราที่เคยลิ้มลอง แต่เป็น “สายใยของมิตรภาพ” ที่ยังเหนียวแน่น การที่เราอยู่เคียงข้าง รับฟัง และร่วมรำลึกถึงความทรงจำดีๆ โดยไม่ขุดคุยถึงความผิดพลาดในอดีต คือการเยียวยาที่ประเสริฐที่สุด มิตรภาพที่แท้จริงคือความรักที่ไม่ตัดสิน และการที่เพื่อนได้นึกถึงเรา ในวันที่เขาอยู่ในภาวะที่เปราะบางที่สุดนี้ คือ “เกียรติประวัติแห่งมิตรภาพ” ที่เงินทองก็หาซื้อไม่ได้ ขอให้เรื่องราวนี้ เป็นทั้งเครื่องเตือนสติให้เราถนอมสุขภาพ และเป็นแรงบันดาลใจ ให้เราถนอม “คนที่เรารัก” ไว้ในวันที่ยังมีโอกาสได้พูดคุยกัน เพราะเวลาของทุกคนล้วนมีอยู่อย่างจำกัด แต่ความหมายของชีวิตนั้น อยู่ที่ว่าเราได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กันมากเพียงใด ในวันที่เรายังมีลมหายใจยังคงอยู่ครับ......เฮ้อ!!!!

 

แหล่งที่มาข้อมูลอ้างอิง

  1. องค์การอนามัยโลก (WHO) และ IARC (2021)
    New data reveal alcohol drinking patterns that most likely led to cancer in 2020
  2. วารสาร BMJ Open Gastroenterology (2019)
    Alcohol and hepatocellular carcinoma
  3. วารสาร International Journal of Molecular Sciences (2022)
    Molecular Changes in Relation to Alcohol Consumption and Hepatocellular Carcinoma
  4. วารสาร Cancers (2025/Updated Data)
    Young Adults and Alcohol-Associated Liver Cancer