
เอารถคืนไป เอาเงินคืนมา ...ประมูลรถแต่จดทะเบียนไม่ได้
เอารถคืนไป เอาเงินคืนมา ประมูลรถแต่จดทะเบียนไม่ได้ : คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย...นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201
KEY
POINTS
- ประชาชนชนะการประมูลรถจักรยานยนต์ของกลางจากกรมศุลกากร แต่ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ เนื่องจากเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนเก่านำเข้า
- ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กรมศุลกากรทราบข้อมูลแต่ไม่แจ้งให้ผู้เข้าร่วมประมูลทราบล่วงหน้า ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญของทรัพย์สิน
- คำพิพากษาถือว่า นิติกรรมการประมูลเป็นโมฆียะ และสั่งให้กรมศุลกากรคืนเงินค่าประมูลเต็มจำนวน พร้อมดอกเบี้ย โดยผู้ซื้อต้องคืนรถในสภาพเดิม
“โอกาสทองของคนรักรถมาถึงแล้ว ! พบกับมหกรรมขายทอดตลาดสุดยิ่งใหญ่ ขนทัพรถยนต์และรถจักรยานยนต์สภาพนางฟ้ามาให้เลือกแบบจัดเต็ม ...” เสียงพูดคุยกันในงานประมูลขายทอดตลอดรถของกลาง
แน่นอนว่า ราคาดี ๆ แบบนี้ นักลงทุนและประชาชนต่างก็ให้ความสนใจ ยกป้ายสู้ราคาประมูลกันอย่างคึกคัก และจบลงที่การเคาะไม้ ที่ได้รู้ว่าใครเป็นผู้ได้รถคันนี้ไปครอง แหม่ ! นายปกครอง ก็อดลุ้นไปด้วยไม่ได้ แม้ว่าคันนี้จะไม่ได้ยกป้ายสู้ราคาด้วยก็ตามทีครับ
คอลัมน์ “อุทาหรณ์จากคดีปกครอง” วันนี้ นายปกครองมีประเด็นชวนขบคิดต่อว่า ...หากผู้ชนะการประมูลนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขอจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก แต่กลับถูกปฏิเสธ เนื่องจากเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนเก่าใช้แล้วที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดให้งดการจดทะเบียน โดยผู้นั้นไม่ทราบข้อมูลดังกล่าวก่อนการประมูล
เช่นนี้ ... หากมีการยื่นคำร้องขอให้คืนเงินประมูล หน่วยงานของรัฐผู้ดำเนินการจัดประมูลจะต้องคืนเงินให้แก่ผู้ประมูลหรือไม่ ? ในคดีนี้มีคำตอบครับ
มูลเหตุของคดีเกิดจาก ... นายบิ๊กไบค์ได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางที่ประมูลได้จากการขายทอดตลาดของกรมศุลกากร ไปยื่นขอจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก แต่ถูกนายทะเบียนปฏิเสธ เนื่องจากแหล่งที่มาของรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนเก่าใช้แล้วที่นำเข้าจากต่างประเทศ ตามกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556 จึงไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้
นายบิ๊กไบค์เห็นว่า ตนไม่เคยทราบข้อมูลดังกล่าวมาก่อนที่จะมีการประมูล จึงยื่นคำร้องต่อกรมศุลกากร เพื่อขอให้คืนเงินประมูล แต่กรมศุลกากรปฏิเสธ นายบิ๊กไบค์จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้กรมศุลกากรชดใช้เงินจากการประมูล จำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
เรื่องนี้ทางกรมศุลกากรโต้แย้งว่า กรมได้ใช้อำนาจขายทอดตลาดโดยสุจริต เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเงินที่ได้รับจากการประมูลก็ได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินไปแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด
คดีมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่า กรมศุลกากรต้องรับผิดคืนเงินค่าประมูลรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่นำไปจดทะเบียนไม่ได้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี หรือไม่ เพียงใด ?
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า กรมศุลกากรได้ออกประกาศประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยบัญชีแนบท้ายในรายการรถจักรยานยนต์คันพิพาท มิได้แจ้งข้อความใดว่าเป็นรถที่มีสภาพไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถจดทะเบียนได้ ผู้ฟ้องคดีย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่า สามารถนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้
การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าประมูลซื้อรถจักรยานยนต์คันพิพาท และนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ย่อมแสดงว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ที่สามารถใช้ในการเดินทางโดยถูกต้องตามกฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง
ดังนั้น การที่รถจักรยานยนต์สามารถจดทะเบียนได้ โดยไม่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ฯ จึงถือเป็นคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญของทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีใช้พิจารณาและแสดงเจตนาเข้าทำนิติกรรมกับกรมศุลกากร
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนการออกประกาศประมูลขายทอดตลาด กรมศุลกากรได้มีหนังสือขอให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกตรวจสอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่จะทำการประมูลว่าสามารถนำไปจดทะเบียนได้หรือไม่ ซึ่งต่อมาได้รับแจ้งว่า รถจักรยานยนต์คันพิพาทอยู่ในกลุ่มรายการรถ ที่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันแหล่งที่มาของรถได้
การที่เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรได้รับทราบข้อมูลสำคัญข้างต้นก่อนการประมูลขายทอดตลาด แต่ไม่แจ้งให้ผู้เข้าร่วมประมูลทราบล่วงหน้า ย่อมทำให้ประชาชนต้องเข้ารับภาระเสี่ยงภัยต่อความเสียหายจากการใช้อำนาจขายทอดตลาดของหน่วยงานของรัฐ กรมศุลกากรจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการใช้อำนาจขายทอดตลาดโดยสุจริตได้
เมื่อผู้ฟ้องคดีแสดงเจตนาเข้าร่วมประมูลโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญดังกล่าว (เข้าใจว่ารถจักรยานยนต์สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้) ย่อมทำให้นิติกรรมการประมูลขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์คันพิพาท ระหว่างผู้ฟ้องคดี กับ กรมศุลกากร ตกเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอาจบอกล้างได้
โดยให้ถือว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มแรก และให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้แทนตามมาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 176 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว
นอกจากนี้ ความสำคัญผิดตามมาตรา 157 ดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบกพร่อง หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดีเช่นกัน ตามมาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายเดียวกัน
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นประชาชนผู้เข้าร่วมประมูลขายทอดตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมได้รับความคุ้มครอง กรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้ดำเนินการจัดประมูลขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ จึงต้องรับผิดคืนเงินค่ารถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ฟ้องคดีเต็มจำนวน
การที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอให้กรมศุลกากรคืนเงินค่าประมูลขายทอดตลาดให้แก่ตน ย่อมถือว่าเป็นการบอกล้างโมฆียกรรมดังกล่าว และเป็นการยื่นภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ (วันที่ผู้ฟ้องคดีรู้เหตุสำคัญผิด และอาจบอกล้างหรือให้สัตยาบันนิติกรรมที่เป็นโมฆียะได้) ตามมาตรา 181 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีและกรมศุลกากรจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมศุลกากรคืนเงิน ที่ผู้ฟ้องคดีประมูลรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ฟ้องคดีต้องคืนรถจักรยานยนต์ในสภาพไม่ด้อยกว่าสภาพเดิมที่ได้รับมา (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 3/2568)
สรุปได้ว่า ... ในการประมูลขายทอดตลาดทรัพย์สินของทางราชการ ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐผู้จัดประมูล ที่จะต้องแจ้งข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้งานทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ประชาชนผู้เข้าร่วมประมูลทราบก่อนการประมูล
การไม่แจ้งข้อมูลสำคัญว่าเป็นรถซึ่งเข้าข่ายที่ไม่สามารถจดทะเบียนตามกฎหมายได้ ย่อมทำให้ประชาชนต้องเข้ารับภาระเสี่ยงภัยต่อความเสียหายจากการใช้อำนาจประมูลขายทอดตลาดที่ไม่สุจริตนั้น ดังนั้น ประชาชนผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทนดังกล่าว ย่อมได้รับความคุ้มครองและมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมเพื่อขอคืนเงินค่าประมูลทรัพย์สินนั้นได้ ... นั่นเองครับ
(ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”)
คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย...นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201







