thansettakij
thansettakij
“เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม?

“เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม?

15 พ.ค. 69 | 23:30 น.

“เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม? : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,201

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเปราะบางจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงเหลือเพียง 1.5%
  • อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจพุ่งสูงถึง 4-5% จากราคาพลังงาน แต่ ธปท. ยังมองว่าเป็นแรงกดดันชั่วคราว จึงตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมดุล
  • ภาครัฐใช้มาตรการทางการคลังผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.6%
  • ความท้าทายสำคัญคือ มาตรการทั้งทางการเงินและการคลังจะเพียงพอรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศยืดเยื้อ

*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,201 ระหว่างวันที่ 17-20 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเข้มข้นเช่นเคย

*** สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” เวลานี้ ดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่ “จุดเปราะบาง” มากขึ้นทุกขณะ หลังแรงกระแทกจาก “สงครามตะวันออกกลาง” เริ่มลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่ค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และ กำลังซื้อของประชาชนอย่างชัดเจน ล่าสุดเวที “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569” ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลายเป็นเวทีส่งสัญญาณสำคัญว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “ภาวะเสี่ยง” รอบใหม่ที่ไม่ธรรมดา

*** ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ฉายภาพตรงไปตรงมาว่า หากไม่มีสงคราม เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ราว 2.3% แต่เมื่อความขัดแย้งปะทุและลากยาว จึงต้องปรับประมาณการลงเหลือเพียง 1.5% เท่านั้น พร้อมยอมรับว่า “สงครามมีผลกระทบค่อนข้างมีนัยต่อเศรษฐกิจไทย”

*** ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งช่วงต้นปีติดลบ กลับเริ่มดีดตัวแรงจนแตะเกือบ 3% แล้ว และมีโอกาสพุ่งไปถึง 4-5% ในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะหากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานโลกไม่ยอมลดลงง่ายๆ แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัว แต่ ธปท.ยังไม่มองว่า ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือ เศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง ดร.ดอนเปรียบเทียบว่า ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนหนักกว่านี้ เพราะตอนนั้นเงินเฟ้อทะยานถึง 7-8% จน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่รอบนี้ยังมองว่าเป็นแรงกดดัน “ชั่วคราว” และปีหน้ามีโอกาสคลี่คลายลง

*** อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนชัดจากเวทีนี้ คือ ธปท.กำลังเดินเกมแบบ “ระวังทุกด้าน” เพราะหากรีบขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่หากลดดอกเบี้ย ก็อาจยิ่งเติมเชื้อเงินเฟ้อเข้าไปอีก สุดท้ายจึงเลือก “ตรึงดอกเบี้ย” ที่ 1.00% เพื่อประคองสมดุลระหว่างการเติบโตกับเสถียรภาพราคา

*** ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ก็สะท้อนภาพไม่ต่างกัน โดยระบุว่า ขณะนี้ ธปท.ยังใช้ “กรณีฐาน” ว่าสงครามจะคลี่คลายในครึ่งแรกของปี และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาเหลือ 80 ดอลลาร์ในปีหน้า ...แต่ถ้าสถานการณ์เลวร้ายกว่านั้น สงครามลากยาวทั้งปี การเดินเรือหยุดชะงัก ห่วงโซ่อุปทานสะดุด วัตถุดิบขาดแคลน ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันแพง แต่จะลามไปถึง “การจ้างงาน” และ “การผลิต” ทั้งระบบ

*** ขณะนี้ผลกระทบเริ่มเห็นชัดแล้วในภาคประชาชน เพราะ ธปท.ประเมินว่า การบริโภคภาคเอกชนปีนี้จะโตเพียง 1.6% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นความหวังหลัก ก็อาจหายไปกว่า 2 ล้านคน จากเป้าหมายเดิม เหลือเพียง 33 ล้านคน เท่ากับปีก่อนหน้า ...ที่สำคัญในประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ได้รวมผลของ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ของรัฐบาลไว้แล้ว โดยเฉพาะเงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท ที่ใช้มาตรการ “คนละครึ่ง” และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งประเมินว่า จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ราว 0.6%

*** สุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ก็ย้ำว่า แม้เงินเฟ้อปีนี้จะเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% แต่ยังเชื่อว่าเป็นแรงกดดันจากฝั่งต้นทุนพลังงาน ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ฝังลึกในระบบเศรษฐกิจ จึงยังไม่เห็น “Second-round effect” หรือภาวะที่ผู้ประกอบการแห่ขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้างจนควบคุมไม่ได้

*** ขณะที่ฝั่งรัฐบาลเอง ก็เดินหน้าอธิบายความจำเป็นของการกู้เงินครั้งประวัติศาสตร์อย่างเต็มกำลัง โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ยืนยันว่า ไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง เมื่อราคาพลังงานโลกพุ่ง จึงกระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพโดยตรง โดยเฉพาะ “ราคาอาหาร” ที่เวลานี้พุ่งขึ้นเกือบ 10% แล้ว ... เงินเฟ้อปีนี้อาจขึ้นไปแตะ 4-5% ได้จริง แต่เชื่อว่า “ค่าเฉลี่ยทั้งปี” ยังไม่น่าหลุดกรอบเป้าหมาย 1-3% มากนัก พร้อมระบุว่า ได้หารือร่วมกับ ธปท. และหน่วยงานเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดแล้ว

*** สรุปภาพใหญ่เวลานี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลาง “สมรภูมิสามด้าน” ทั้ง สงครามพลังงาน เงินเฟ้อ และ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐ และ ธปท. ต่างพยายามประคองสถานการณ์คนละมุม ฝั่งหนึ่งใช้ “นโยบายการเงิน” อีกฝั่งใช้ “นโยบายการคลัง” แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการทั้งหมดจะเพียงพอหรือไม่ หากสงครามครั้งนี้ลากยาวเกินกว่าที่ทุกฝ่ายประเมินไว้... นี่ต่างหากคือ โจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องลุ้นกันต่อจากนี้