
มหากาพย์เส้นสายตึงของผู้สูงวัย
มหากาพย์เส้นสายตึงของผู้สูงวัย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา สิ่งที่จะตามมาของผู้สูงวัยหลายๆคน ก็คืออาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ที่คนแก่อย่างพวกเรามักจะหนีไม่พ้นมันไปได้ ผมเองก็มีอาการเช่นนั้นเป็นประจำ การที่เรามีหมอนวดประจำตัวจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ อาทิตย์ละหนึ่งครั้งที่ผมจะต้องไปจ่ายเงิน เพื่อแลกกับความเจ็บตัว จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ครับ
ในบ้านที่มีคนวัยชราอยู่ เสียงที่มักจะดังขึ้นก่อนเสียงนกกระจิบกระจาบในยามเช้า จึงไม่ใช่เสียงนาฬิกาปลุก แต่มันคือเสียงประท้วงของร่างกายที่ดัง “ก๊อบ แก๊บ” ตามจังหวะการบิดขี้เกียจของผู้สูงวัย สำหรับวัยไม้ใกล้ฝั่ง อาการปวดหลังปวดเอวไม่ใช่เพียงเรื่องของสรีระที่เสื่อมถอย แต่มันคือ “ตารางงานหลัก” ของวัน การตื่นมาพร้อมความรู้สึกเหมือนมีใครเอาปูนซีเมนต์ไปโบกทับกระดูกสันหลังไว้ จึงกลายเป็นเรื่องปกติเสมอ แม้บางครั้งลูกหลานหรือคนรอบตัว จะพยายามงัดเอาความรู้สมัยใหม่มาสู้ ไม่ว่าจะเป็นการชวนไปทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องเลเซอร์ทันสมัย หรือการหัดโยคะยืดเหยียดเบื้องต้น แต่ทว่าคำตอบที่ได้รับมักจะเป็นการโบกมือไม่ยอมทำตาม พร้อมประโยคคลาสสิกที่ผู้สูงวัยมักจะหามาแก้ตัว คือ “พ่อขยับไม่ไหวหรอกลูก เอวของพ่อมันแข็งเหมือนไม้หน้าสามไปหมดแล้ว”
แต่เรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดในครัวเรือนทั่วไป คือ ทันทีที่มีใครสักคนเอ่ยชื่อ “ร้านนวดแผนโบราณ” หน้าปากซอยขึ้นมา อาการที่ว่าปางตายจนลุกไม่ไหว กลับทุเลาลงอย่างปาฏิหาริย์ คนแก่ที่แก้ตัวว่าทำโน่น นี่ นั่นไม่ได้ จะสามารถสวมรองเท้าและเดินไปรอหน้าประตูบ้าน ได้เร็วกว่าความเร็วเหนือเสียงเสียอีก ปรากฏการณ์ “ติดนวด” นี้ หากมองอย่างพินิจ จะพบว่ามันคือศาสตร์และศิลป์ ของการประนีประนอมระหว่างความเสื่อมตามวัย กับความพึงพอใจทางจิตวิญญาณ เพราะในมุมมองของผู้สูงวัย การกายภาพบำบัดที่ต้องออกแรงต้าน หรือยกแขนขาตามคำสั่งของหมอ นั้นคือ “การทำงานหนัก” แต่การนวดคือ “การปรนนิบัติ” มันคือสภาวะสวรรค์ชั้นเลิศ ที่คนแก่จะได้นอนนิ่งๆ เป็นประธานในพิธี แล้วปล่อยให้คนอื่นมาจัดการร่างพังๆ ให้กลับมาใช้งานได้ใหม่ โดยที่ไม่ต้องเสียเหงื่อแม้แต่หยดเดียวครับ
เมื่อก้าวเข้าสู่ร้านนวด บรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นยาหม่อง ผสมกับกลิ่นน้ำมันนวด จะทำหน้าที่เป็นยาสลบทางจิตวิญญาณชั้นดี หมอนวดในสายตาของผู้สูงวัย ไม่ใช่แค่บุคลากรสายอาชีพ แต่คือ “ปราชญ์ผู้หยั่งรู้สรีระ” ที่มีความสามารถพิเศษในการเดาใจและเดาเส้น เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนบ่าหรือหลัง หมอนวดจะรีบทักด้วยน้ำเสียงที่เห็นอกเห็นใจทันทีว่า “โถ...คุณท่านเส้นบ่าแข็งเป็นลวดสลิงเลยนะคะเนี่ย ไปทำอะไรมา?” เพียงคำทักทายสั้นๆนี้เอง ที่ทำหน้าที่เยียวยาได้ดีกว่ายาแก้ปวดขนานใดในโลก เพราะมันคือการยืนยันว่า “มีคนเข้าใจความเจ็บปวดของฉันแล้ว” ทั้งที่ในความเป็นจริง คนวัยเจ็ดสิบกว่าต่อให้นั่งเฉยๆดูหนังดูละครทีวี เส้นมันก็แข็งเป็นลวดสลิงอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่ทักษะการ “อ่านเส้น”นี้เอง ที่ซื้อใจคนแก่อย่างเราได้อย่างอยู่หมัดเลยละครับ
เรื่องตลกที่แฝงด้วยความหวาดเสียวในร้านนวด คือเกณฑ์การวัดคุณภาพของน้ำหนักมือ สำหรับคนรุ่นใหม่ “ความเจ็บ” คือสัญญาณให้เบามือลง แต่สำหรับรุ่นใหญ่นั้น “ถ้าไม่น้ำตาเล็ดหรือไม่มีเสียงโอดโอย แปลว่านวดไม่ถึงเส้น” จึงมักเห็นภาพที่คนแก่ๆอย่างผม นอนหน้าเบี้ยว ปากสั่น พลางร้องโอดโอย จนคนเดินผ่านเตียงนวด อาจนึกว่ามีการสอบสวนผู้ต้องหาข้ามชาติ แต่พอหมอนวดถามด้วยความเกรงใจว่า “เบามือไหมคะคุณท่าน?” ผมจะรีบสวนกลับด้วยความฮึกเหิมทันทีว่า “ไม่ต้องเบา! จัดไปเลย ขยี้ลงไปตรงจุดนั้นแหละ เอาให้ทะลุหลังไปเลย” ราวกับว่าความสะใจจากการทำลายล้างเส้นที่ตึงเปรี๊ยะ นั้นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคนวัยความชรา ความเจ็บปวดในร้านนวด จึงกลายเป็นความเจ็บที่งดงาม และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทรหดอดทนของร่างกาย ที่ยาพาราเซตามอลให้ไม่ได้ครับ
ในอีกมุมหนึ่ง การแอบหนีไปร้านนวดในเวลาทำงาน มักจะกลายเป็น “สงครามประสาทเบาๆ” ระหว่างคนแก่อย่างเรากับคนรอบข้าง เพราะในใจของคนรอบข้างนั้นอาจแฝงไปด้วยความห่วงใย กลัวว่าหมอนวดจะดัดตัวแรงเกินไปจนกระดูกร้าว หรือกลัวว่าเราจะเสพติดการถูกนวด จนกล้ามเนื้อล้า ความหวังดีที่พยายามจะให้เรา “ทำการนวดเอง” จึงกลายเป็นการปะทะกันระหว่างเหตุผลทางการแพทย์ กับเหตุผลทางความรู้สึก บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินบทสนทนาแนวประชดประชันน่ารักๆของคนรอบข้างว่า “ถ้าคุณขยับแขนขาแกว่งแขนทุกวัน วันละสิบนาที ก็ไม่ต้องไปเสียเงินให้กับหมอนวดแล้ว” ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะใช้ คือรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่สื่อความหมายว่า “แล้วผมทำเป็นซะที่ไหนล่ะ” หรือไม่ก็การเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียนไปเป็นเรื่องสภาพอากาศแทนเสมอครับ
แต่กระนั้นก็ตาม ร้านนวดก็ยังทำหน้าที่เป็น “Social Media” ฉบับออฟไลน์ ที่ทรงพลังที่สุด ในขณะที่ภรรยาผมจะก้มหน้าอยู่กับโลกการฝีมือของเขาเอง คนแก่อย่างผมมักจะเลือกที่จะไปอัปเดตข่าวสารบ้านเมือง ผ่านบทสนทนาระหว่างการบีบเฟ้น อย่างเช่น “ ลูกบ้านนั้นจะแต่งงานกับเจ้าหนุ่มบ้านนี้” หรือ “รัฐบาลชุดใหม่จะมีพรรคใหนผสมพันธุ์กับพรรคใหน?” หรือ “งวดนี้ใครฝันเห็นเลขเด็ดอะไรบ้าง?” คำถามเหล่านี้คือยาระบายความเหงาชั้นยอดจริงๆครับ เพราะฉนั้นการนวดจึงเป็นการบำบัดแบบ “องค์รวม” ของจริง คือนอกจากหลังจะนิ่มลงแล้ว เรายังได้รู้เรื่องการเมืองและเรื่องของชาวบ้านเพิ่มขึ้นเป็นของแถม ซึ่งสารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาจากการเมาท์มอยนั้น มีอานุภาพรุนแรงกว่าวิตามินบีรวมอีกหลายเท่าตัว ซึ่งเมื่อเรากลับถึงบ้าน จะทำให้เป็นเวลาที่บรรยากาศในครอบครัว จะกลับมาสดใสอีกครั้ง แม้เนื้อหาจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของคนอื่น แต่รอยยิ้มตอนเล่า คือสิ่งที่หาซื้อไม่ได้จากเคาน์เตอร์ขายยาครับ
อาการปวดหลังปวดเอวของผู้สูงวัย เป็นเพียงข้ออ้างหนึ่งที่ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่า “ฉันต้องการการดูแล” การที่คนแก่อย่างผมติดนวด อาจไม่ใช่เพราะเส้นตึงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการได้ถูกนวด คือเวลาที่ผมได้รับความสนใจ และการสัมผัสทางกายที่อบอุ่นที่สุด ในช่วงวัยที่คนรอบข้างต่างมีภารกิจรัดตัว หากมองข้ามความดื้อรั้น และความขี้เกียจออกกำลังกายของเราไปบ้าง จะพบว่าการยอมขับรถไปที่ร้านนวด หรือแม้แต่การแกล้งทำเป็นแพ้ในสงครามประสาท “เรื่องนวด”บ้าง ก็คือรูปแบบหนึ่งของความรัก การที่คนรอบข้าง ปล่อยให้เราไปรับพลังจากฝ่ามือพิฆาตของหมอนวดบ้าง ก็ถือเป็นความสุขเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตในวัยชราไม่ตึงเครียดจนเกินไป และถ้าจะให้สมบูรณ์แบบที่สุด... ลองบอกให้คนรอบข้างหยิบน้ำมันนวดขวดเดิมนั่นแหละ มาลองบีบนวดคลึงไหล่ให้เราที่ในขณะอยู่ที่บ้านดูบ้าง แม้น้ำหนักมือเธอจะสู้หมอนวดไม่ได้ หรืออาจจะโดนเราบ่นว่า “กดไม่โดนจุด”ไปบ้าง แต่ “น้ำหนักใจ” ของคนรอบข้างที่พยายามจะนวดให้ รับรองว่ามันจะรักษาอาการปวดหลังของคนแก่อย่างเรา ได้ลึกถึงจิตวิญญาณ มากกว่าศอกพิฆาตของหมอนวดคนไหน ๆ ในปฐพีอย่างแน่นอนครับ

