
สงครามยื้อ 'โลจิสติกส์' ป่วน stockout วัตถุดิบขาด โรงงานเสี่ยงหยุดผลิต
สงครามตะวันออกกลางที่ยังร้อนระอุในขณะนี้ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต่างนับถอยหลังโดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้นทุนหลักมาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง
KEY
POINTS
- สงครามที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
- ภาคการผลิตเผชิญความเสี่ยงที่วัตถุดิบจะขาดสต็อก (Stockout) ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดสายการผลิตชั่วคราวและปัญหาสภาพคล่อง
- ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนระบบสต็อกวัตถุดิบจาก Just-in-Time เป็น Just-in-Case และหาแหล่งวัตถุดิบจากพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตสงคราม
- มีข้อเสนอให้ภาครัฐเข้ามาพยุงต้นทุนภาคขนส่ง และผลักดันการขนส่งทางรางเพื่อเป็นทางออกแก้ปัญหาในระยะยาว
สงครามตะวันออกกลางที่ยังร้อนระอุในขณะนี้ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต่างนับถอยหลังโดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้นทุนหลักมาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง หลายบริษัทกำลังจะเผชิญปัญหาชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป หลังจากสต็อกวัตถุดิบและสต็อกสินค้าเริ่มหมด หลายโรงงานจะอยู่ในภาวะหยุดผลิตชั่วคราวบางส่วน ลามไปถึงปัญหาเงินทุนหมุนเวียน ขาดสภาพคล่อง เกิดผลกระทบในวงกว้างในที่สุด
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ สองกูรูวงการโลจิสติกส์เพื่อฉายภาพให้เห็นความจริงที่มากับสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ และข้อเสนอแนะแนวทางช่วยเหลือเบื้องต้น
ส่งออก-นำเข้ากระทบวงกว้าง
นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ประธานกรรมการและและประธานเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (อีบีซีไอ) ให้มุมมองถึงความกังวลวิกฤตการณ์สงครามตะวันออกกลาง คาดว่าอาจจะลากยาวถึงกลางปี หรือจนกว่าทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่านจะอ่อนแรงลง สงครามก็อาจจะหยุดได้ โดยมีประเทศเป็นกลางเป็นผู้นำคู่สงครามเข้าสู่การเจรจาสงบศึก ในขณะที่อเมริกาก็อ้างว่าได้ทำให้อิหร่านหมดสภาพในความเป็นภัยคุกคามต่อตะวันออกกลาง ขณะที่ความกังวลของภาคการผลิตคือวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก รวมทั้งผู้รับบริการโลจิสติกส์และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบในวงกว้าง
ผู้ผลิต-ผู้ค้าเจอต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้
นอกจากนี้ยังมองว่าหากสงครามยืดเยื้อลากยาวก็จะเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ทั่วโลกก็จะอยู่ในภาวะ วิกฤตจริงๆ ผู้ใช้บริการโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบรุนแรงและยืดเยื้อกว่าในเชิงโครงสร้างธุรกิจ เพราะผู้ผลิตและผู้ค้าจะเจอกับปัญหาต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ ค่าระวางเรือระหว่างประเทศ ปรับสูงขึ้นอย่างน่ากลัวค่าความเสี่ยงสงคราม วัตถุดิบสินค้าขาดมือเกิดภาวะสินค้าหมดสต็อก/ขาดมือ (stockout) โรงงานต้องหยุดการผลิต
แนะปรับระบบสต็อกวัตถุดิบใหม่
นายสายัณห์กล่าวว่า เมื่อโรงงานหยุดผลิตมีโอกาสเสียค่าปรับ เงินทุนหมุนเวียนไม่พอหรือจมอยู่ในตัวสินค้าเพราะสินค้าจะไม่ถึงมือผู้ซื้อหรือผู้รับ ตัวอย่างผู้ส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากระบบโลจิสติกส์ก็คือผู้ผลิตสินค้ายานยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์พวกฮาร์ดดิสก์สินค้าเหล่านี้จะจะต้องได้รับสินค้าในระบบ Just-in-time (J.I.T) การแก้ไขของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่ใช้ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ต้องมีการปรับระบบสต็อกวัตถุดิบใหม่โดยยกเลิกชั่วคราวในการใช้ระบบ J.I.T แต่ใช้ระบบ Just-in-case ลดการพึ่งพิงวัตถุดิบจากโซนที่ต้องผ่านจุดปะทะหรือใช้แหล่งวัตถุดิบในภูมิภาค ขณะเดียวกันต้องเจรจาทำสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเรือใช้ขนส่งสินค้าเมื่อต้องการ
ส่วนผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ต้องมีการปรับระบบวิธีการทำงานใหม่ โดยต้องรายงานสถานภาพของสินค้าว่าอยู่ในสภาพใด อยู่ ณ ที่ไหน ซึ่งหมายถึงทั้งสินค้าบนเรือ สินค้าบนรถบรรทุก หรือสินค้าถึงจุดส่งมอบแล้ว ผู้ให้บริการโลจิสติกส์จะมีความยุ่งยากมากขึ้นหลายเท่าตัว เพราะต้องดูแลติดตามงานตลอดเวลา ต้องตอบคำถามผู้ใช้บริการได้ ลูกค้าบางรายอาจยกเลิกเพราะหาคำตอบให้ลูกค้า แบบ real time ไม่ได้ หรืออาจจะหาระวางเรือให้ไม่ได้ ระยะเวลาและระยะทางในการขนส่งจะยาวนานขึ้น อาจจะต้องแนะนำลูกค้าให้เปลี่ยนโหมดการขนส่งเช่น จากเรือเป็นเครื่องบิน ต้องปรับโครงสร้างราคาค่าบริการให้ยืดหยุ่นตามราคาน้ำมันเพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้า โดยต้องอธิบายเหตุผลว่าทำไมต้องปรับ หรือเสนอทางออกเปลี่ยนคลังสินค้าไปในจุดที่ปลอดภัยเพื่อให้ลูกค้าได้พักสินค้าก่อนกระจายต่อไปยังจุดอื่นๆ
“สรุปว่า เหตุการณ์หรือวิกฤตการณ์ทำนองนี้อาจจะมีเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมการให้ดีทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างได้รับผลกระทบใกล้เคียงกัน วิธีการที่จะทำงานร่วมกันได้ดีที่สุดก็คือ ต่างจริงใจและช่วยเหลือให้คำปรึกษาซึ่งกันและกัน ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการทำงานร่วมกันที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบันและอนาคต”
แนะดึง 3 พันล้านช่วย 3 ภาคใหญ่
ด้าน นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานผู้ก่อตั้งสหพันธ์รถบรรทุกอาเซียน กล่าวเสริมว่า ปัญหาวิกฤตต้นทุนภาคโลจิสติกส์พุ่งเคยผ่านวิกฤตแบบนี้มาแล้ว เพียงแต่รอบนี้รุนแรง โดยส่วนตัวมองปัญหาน้ำมันแพงต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินภาษีกับส่วนกองทุนน้ำมันฯ และในส่วนของภาษีสรรพสามิต วันหนึ่งไทยใช้น้ำมัน 60 ล้านลิตร (มี.ค.ถึงเม.ย. 2569 มีความผันผวนสูง บางวันใช้น้ำมันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน) ตรงนี้จะเป็นภาคขนส่งจริงๆ 1 ใน 3 ไม่ถึง 50%
เวลานี้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จากภาพรวมใช้ 60 ล้านลิตรต่อวัน เก็บภาษีได้ราว 10,000 ล้านบาทต่อเดือน ก็ควรดึงเงินส่วนนี้ออกมาราว 3,000 ล้านบาทนำมาช่วยเกษตรกร ประมง ขนส่ง ไรเดอร์ แท็กซี่ หรือขนส่งสาธารณะทั้งหมด เพื่อช่วยพยุงไม่ให้ค่าขนส่งสูงขึ้น และราคาสินค้าจะได้ไม่ขยับตาม ตรงนี้ภาครัฐก็ยังได้ด้วย ส่วนด้านเงินกองทุนน้ำมัน ก็บริหารไปตามสถานการณ์
เป็นโอกาสหนุนขนส่งทางรางจริงจัง
นายยู กล่าวอีกว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นโอกาสดี ที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมามองและให้ความสำคัญกับการขนส่งทางรถไฟให้มากขึ้น ขณะนี้พระราชบัญญัติขนส่งทางรางก็เกิดขึ้นแล้ว ภาครัฐก็ต้องเร่งผลักดันให้ภาคเอกชนออกมาลงทุน ถ้าทำได้ภาคเอกชนจะได้ประหยัดพลังงาน และได้ลดคาร์บอนเครดิต ช่วยลดต้นทุนส่งออกสินค้าไปยุโรป ในแง่ภาคสังคมก็ได้ประหยัดและลดอุบัติเหตุลง
นอกจากนี้กรณีถ้าสงครามยืดเยื้อนอกจากกระทบต้นทุนด้านพลังงาน เกษตรกรก็กระทบหนักในแง่การใช้ปุ๋ย ภาคเกษตรกรก็ต้องปรับตัวใช้เทคโนโลยีมากขึ้น หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น และรู้จักวิธีบำรุงดินได้เอง เป็นต้น







