thansettakij
thansettakij
พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น

พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น

26 ก.พ. 2569 | 09:25 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2569 | 09:48 น.

พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

ต่อ มาจากฉบับก่อนๆที่ได้กล่าวถึงประเด็นว่าด้วยเรื่องเครื่องศาสตราอาวุธต่างๆ อันเป็นเครื่องประกอบบารมีของท่านผู้เป็นจักรพรรดิราชแล้วได้บังเอิญกล่าวไปถึงพระแสง(ขอ)ง้าวแสนพลพ่าย และพระแสงดาบคาบค่ายอันเป็นเครื่องพระแสงที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ในฐานะว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกู้อิสรภาพให้ชาติไทยทรงใช้พระแสงง้าวแสนพลพ่ายในการรบบนหลังช้าง_ยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชาเมืองพม่าฟาดฟันสมเด็จท่านจนได้ชัยชนะ

และทรงใช้พระแสงดาบคาบค่ายในการบุกตะลุยเข้าปล้นค่ายพม่าเยี่ยงทหารชั้นผู้น้อยแม้จะทรงเป็นจอมทัพในเวลานั้นก็ไม่ทรงรังเกียจรังงอนในการปฏิบัติราชการสงคราม ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่างานจะเล็กจะใหญ่งานแนวหน้าแนวหลัง ทรงทำได้ทั้งหมดเมื่อตอนปีนขึ้น บันไดข้ามกำแพงเข้าปล้นค่ายก็ทรงคาบพระแสงนี้ไว้ในพระโอษฐ์โดยใช้พระบรมทนต์คือใช้ฟันกัดไว้

เคยมีผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าพระแสงดาบคาบค่ายองค์เก่าเดิมปรากฏรอยพระบรมทนต์กดบนเนื้อดาบพระแสงนั้นอยู่จริงๆ

มาถึงคราวนี้ก็เลยว่าหากจะไม่กล่าวถึงพระแสงอื่นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายองค์ยังไม่ได้กล่าวถึงล้วนแต่สวยงามและทรงคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น อัน คำว่าแสงของพระแสงในที่นี้อาจจะหมายได้ถึงของมีคมหรือของที่ทำอันตรายได้ จะเห็นได้จากคำว่าคลังแสง ก็เป็นที่เก็บของที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่อันตรายส่วนจะมีคมหรือไม่ในความหมายของคนโบราณก็คือใช้ทำอันตรายแก่คนศัตรูให้ถึงเลือดถึงเนื้อได้เช่นกัน

พระแสงต่างๆมีเยอะหลายประเภท เช่น พระแสงหอก พระแสงขรรค์ ส่วนพระแสงปฏักอันนี้ก็เป็นของมีคม เป็นปฏักชนิดที่ใช้ทิ่มคอหรือว่าทิ่มตัววัวควายในการควบคุมให้เข้ากระบวนการทำงาน หรือ ปราบปศุสัตว์วัวควายที่ร้ายกาจพระแสงของ้าวอันนี้ก็มีขอ (ช้าง) ติดอยู่ในง้าวด้วยเพื่อระหว่างทางใช้ควบคุมช้างด้วยฟันศัตรูด้วย 2 in 1 ก็เป็นของมีคม

ส่วนที่มาพูดกันว่าพระแสงด้ามติ้ว พระแสงหอก หรือทำพระแสงอะไรอันนั้น ก็เป็นวลีคำโลนของคนที่ใช้พูดปิดท้ายคำสบถให้มันสะปากเฉยๆ นัยยะว่าเพื่อให้คำสบถนั้นแลดูไม่หยาบคาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะนำเสนอในวันนี้แต่อย่างใด

ตัวพระแสงต่างๆนั้นองค์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ซึ่งท่านเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตพระองค์สำคัญ ท่านก็ได้กำหนดเอาว่าสำหรับท่านแล้วเครื่องพระแสงศาสตราวุธที่แสดงถึงความเป็นจักรพรรดิราชของท่าน นั้นเน้นอยู่ 8 ประการ เรียกกันว่า พระแสงอัษฎาวุธคืออาวุธมีคมทั้งแปดก็ประกอบไปด้วย พระแสงจักร์, พระแสงตรี, พระแสงหอกเพชรรัตน์, พระแสงปืนคาบ(ศิลา)ข้ามแม่น้ำสะโตง พระแสงดาบเขน, พระแสงดาบเชลย พระแสงศรกำลังราม, พระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย

 

พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น

 

เครื่องอัษฎาวุธเหล่านี้แม้ในปัจจุบันจะมิได้เชิญออกใช้งานจริงในการพระราชสงครามเพราะยุคสมัยเปลี่ยนมีอาวุธนำวิถีต่างๆที่ล้ำสมัยมากขึ้นและการรบปะทะไม่ใช่ตัวต่อตัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ต่อข้อถามว่าในฐานะศิลปะวัตถุน่ะใช่ แล้วนอกเหนือจากนี้ยังทำหน้าที่อะไรอีกบ้างไหม? ที่นึกขึ้นได้โดยพลันก็จะต้องตอบว่าแต่นานมาพระแสงเหล่านี้โดยเฉพาะที่มีคมหอกคมดาบท่านนำไปใช้ในพิธีแทงน้ำพระพิพัทธสัจจาเพื่อเป็นการทำอาถรรพ์ให้บังเกิดความผูกพันระหว่างจอมทัพและขุนทหารต่างๆว่าจะร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรักษาดินแดนที่มีความเป็นชาติ ไม่มีใจคิดออกห่างหรือแปรพักตร์เปลี่ยนผันไปเข้าข้างกับฝ่ายศัตรูที่ต้องใช้คำว่า อริราชศัตรูผู้ใดทำผิดคิดร้ายกันก็ให้ได้ผลลัพธ์เป็นความตายด้วยคมหอกและคมดาบ โดยอาศัยน้ำที่แทงด้วยคมหอกและคมดาบประกอบคำอาถรรพ์สาปแช่งเป็นสื่อกลางในการซึมซับข้อสัจจะผูกพันเข้าสู่ตน

โดยในอดีตใช้พัทธ_ใช้ ท. และ ธ. สะกดเป็นคำว่าพัทธที่หมายความถึงความผูกพัน แต่ในยุคหลังมาสะกดว่าพัฒน์_เพราะเป็นการถือสัจจะที่ว่าเมื่อปฏิบัติต่อท่านเจ้าฟ้ามหากษัตริย์และแผ่นดินบ้านเมืองด้วยความภักดีเสียสละภักดีซื่อตรงแล้วจะบังเกิดความพัฒนาสถาพรในชีวิตของตน ให้มีความก้าวหน้ายิ่งยิ่งขึ้นไปถือเป็นการกระทำ ปฏิญาณด้วยกระแสกำลังบวกมากกว่ากำลังลบเพราะ มุ่งมั่นหาทางพัฒนาประเทศชาติและสังคมไม่ได้เป็นคนคิดร้ายทำลายแผ่นดิน โดยมีหลักฐานพยานคือบรรดาพระแสงศร หอก ดาบ ของ้าวต่างๆของบรรพชนเป็นพยานคอยอำนวยชัยให้พรแก่ผู้ถือน้ำรักษาสัจจะนั้น

 

พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น

 

อันว่าการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ก็เป็นพิธีโบราณที่มีมาแต่สมัยเก่าแก่วันเวลา ในสมัยอยุธยานี่ถือกันบ่อยมากหมายความว่าบรรดาพลรบ พลเรือนจะต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาให้คำสัตย์ แก่ท่านเจ้าของผู้ครองแผ่นดินว่าจะปฏิบัติตนโดยซื่อไม่มีใจออกห่างหากแม้ได้กระทำไปตรงกันข้ามแล้วขอน้ำซึ่งถูกแทงด้วยพระแสงต่างๆ สาบแช่งไว้กินเข้าไปแล้วก็ให้บังเกิดผลคือตนเองตายด้วยฤทธิ์อาถรรพ์ของคมหอกคมดาบคมพระแสงที่ได้ทำการแทงสมมุติเอาไว้ในอณูของน้ำนั้นเป็นการพิธีพราหมณ์ซึ่งประจุกำลังจิตและสเวชอาคมลงไป ตลอดห้วงการดำเนินการ โดย อาลักษณ์พิธีท่านจะอ่านโองการแช่งน้ำประกอบไปด้วย

คำสัตย์ที่ให้ไว้ในการพิธีแช่งน้ำนั้นน่ากลัวเพราะในมุมหนึ่งไม่ใช่เป็นฝ่ายพราหมณ์ทำพิธีกับน้ำแล้วเอาอาถรรพ์ใส่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องว่าผู้ถือน้ำคือถือจอกน้ำขึ้นมาดื่มอึกเข้าไปก็ได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณเอาไว้กลางพิธีแก่ตนเองเสียด้วย_ถือน้ำ

จึงกลายเป็นคำสัตย์ซ้อนคำสัตย์สองอย่างทั้งขาไปและขากลับผูกมัดรัดตรึงเอาไว้ ผู้ใดกระทำแล้วผิดต่อคำสัตย์สาบานก็ต้องได้รับอันตรายจากสองกำลังคือทั้งตนเองแล้วก็ทั้ง พราหมณ์แช่ง โดยอ้างอิงอาศัยกำลังลึกลับจากบรรพชนผู้ซึ่งสังเวยชีวิตตนเองรักษาแผ่นดินซึ่งปรากฏอยู่ในรูปของพระแสงโบราณชนิดต่างๆที่ได้ออกศึก ดื่มเลือดศัตรูมา แต่ว่าหากผู้ใดทำตรงกันข้ามนอกจากได้รับความปลอดภัยแล้วก็มีความเจริญวัฒนารุ่งเรืองขึ้นเป็นสองเท่าตามตรรกะ

ในอดีตกาลนั้นเพื่อให้คำสาปอาถรรพ์ซึ่งบรรจุอยู่ในน้ำแช่งนั้นได้ซึมซาบเข้าไปในร่างกายของผู้ถือน้ำกินน้ำโดยแผ่ซ่านทุกอณู ท่านพราหมณ์ไสยศาสตร์ผู้ทำพิธีได้กำหนดข้อห้ามว่าห้ามรับประทานอาหารเช้าเข้ามาร่วมพิธีผู้ถือน้ำจะต้องมาโดยท้องว่าง เพื่อให้ไม่มีอาหารขวางขัดอยู่ในระบบย่อยภายใน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วซึมเข้ากระแสเลือดฉีดจ่ายไปทั่วสรรพางกาย

นอกจากนี้ห้ามใส่แหวนทองห้ามใส่แหวนนาก เครื่องรางกันอาถรรพ์ เข้ามาในพิธีเพราะเชื่อกันว่าน้ำนั้นถูกแทงด้วยโลหะจากปลายพระแสงผู้ใดที่รู้กรรมวิธีแก้ก็ประจุศาสตราอาคมใส่ไว้ในโลหะอย่างแหวนติดตัวคนไว้ อาถรรพ์ซึ่งผ่านจากเหล็กคมดาบทิ่มแทงลงไปในน้ำ เมื่อน้ำเข้าสู่กระเพาะแล้วไปซึมเข้าร่างกายคนใส่แหวนโลหะ พิษอาถรรพ์จากโลหะหอกดาบอย่างเดียวกันจะไปถูกดักจับดูดออกที่บริเวณแหวนก็เป็นอันไม่สมบูรณ์ผลลัพธ์สาปแช่ง จึงห้ามใส่เข้าในพิธี

จนมาถึงที่รัชกาลที่ห้าทรงเห็นบรรดาผู้ถือน้ำในวัยชราอดข้าวมาตั้งแต่หัวค่ำคืนวาน การพิธีกว่าจะเข้าที่เกือบเวลาเลยเที่ยงวัน ท่านเป็นลมเป็นแล้งไปมาก ก็ทรงพระกรุณายกเลิกประกาศอาถรรพ์ของพราหมณ์พิธี อนุญาตให้รับประทานอาหารเช้าเข้ามาได้แต่ไม่มีข้อมูลว่าได้ยกเลิกเรื่องการสวมแหวนโลหะทองคำและนากเข้ามาด้วยหรือเปล่า

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือว่าเขาไม่ให้ถือน้ำดื่มเวียนกันหมายความว่าของใครของมันต้องซดให้หมดก่อนถ้าเหลือครึ่งจอกหรือติดจอกให้ใช้รดหัวจะแบ่งให้คนอื่นดื่มต่อในจอกของตัวเองหาได้ไม่ ในระยะหลังมานี้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์

พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่เก้ามีพระมหากรุณาให้ควบรวมพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเข้ากับการพิธีพระราชทานและการประกาศสมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีซึ่งจัดเป็นสำรับของเหรียญกล้าหาญสำคัญอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งนายกรัฐมนตรีทหารเก่าในรัฐบาลก่อนก่อนทะเลาะกับ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่เป็นตำรวจเก่า แล้วท้าทายกันออกสื่อในสภาว่าต่างฝ่ายต่างก็ได้เหรียญรามาฯ ก็คือต่างฝ่ายต่างเป็นสมาชิกของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีที่กำลังกล่าวถึงนี่เอง

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ใดประกอบวีรกรรมกล้าหาญในการรบถึงขีดสุดหัวหน้าส่วนราชการอาจทำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อรายงานถึงวีรกรรมนั้นนั้นผ่านคณะกรรมการ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นควร นำเรื่องกราบบังคมทูลก็อาจมีพระมหากรุณาพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีชั้นต่างๆให้แก่ผู้ประกอบวีรกรรมความกล้าหาญนั้นนี้ เป็นขั้นขั้นไป

ในกรณีเช่นนี้เมื่อการควบรวมพระราชพิธีถือน้ำมาร่วมกับพระราชพิธีพระราชทานเหรียญตรารามาธิบดี ผู้ที่เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาก็ตีความว่าอันบุคคลผู้มีความกล้าหาญอย่างมากถึงขั้นบ้าบิ่นในทางศิลปศาสตร์บอกว่าเป็นวีรกรรมก็จริง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองมองว่าต้องระมัดระวังกันหากวันใดเกิดใจหาญมาประกอบการกบฏแล้วจะเป็นกบฏที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นภัยต่อการปกครองในระยะเวลานั้นๆได้ การดื่มและถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสำหรับกลุ่มคนผู้กล้าเหล่านี้จึงเป็นความสมเหตุสมผลในทางวิชาการเพื่อขออำนาจอาถรรพ์ของพระแสงศาสตราวุธโบราณของบรรพชนปกป้องแผ่นดินเป็นอำนาจลึกลับกำกับการปฎิบัติให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรักษาขอบขัณฑสีมา

ฟังดูแล้วก็เข้าทีแต่ก็ไม่ยืนยันเพราะไม่ใช่ทฤษฎีแต่เป็นเรื่องข้อวิจารณ์ที่สมเหตุสมผลอยู่ระดับหนึ่งแต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าซึ่งทรงเป็นประธานในพิธีได้ทรงถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ทรงดื่มพร้อมกันกับผู้ร่วมพิธีอื่นด้วย

โดยมีพระราชปรารภถึงว่าทรงถือน้ำเพื่อกระทำสัตย์ต่อตนเองในการปกป้องรักษาแผ่นดินไทย (มิใช่เป็นกรณีเพียงว่าให้ผู้อื่นมีแต่ความภักดีต่อพระองค์ท่าน) ที่นี่ก็กล่าวถึงว่าพระแสงที่เขาแช่งลงไปในน้ำหรือพระแสงที่แทงน้ำนั้นที่น่าสนใจมีอยู่คือหัวลูกศรที่ใช้คำว่าพระแสงศร พระแสงศรในอดีตนั้นเมื่อใช้ประกอบการธนูก็เป็นอาวุธยิงระยะไกลได้

 

พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น

 

มาวันหนึ่งในสมัยรัชกาลที่หก หลวงพ่อรุ่งที่วัดหนองสีนวล เขตอำเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ท่านคุมแรงงานไปถากถางอยู่ในเขตภูเขาลึกลับแห่งหนึ่ง ลูกศิษย์ของท่านซึ่งยังเป็นเด็ก ดำเนินการปัดกวาดถากถาง เห็นหัวพญานาคผุดขึ้นมาจากซอกภูเขาเข้าใจเอาว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปลักษณะอย่างพระนาคปรกพากันขุดคุ้ยปรากฏว่ากลายเป็นคันศรหรือคันธนูซึ่งเป็นรูปพญานาคสามเศียรศิลปะอย่างพวกละโว้ยังไม่ทันได้กลับมากราบเรียนพระอาจารย์ก็เหมือนมีเทวดาอุ้มสมเด็กเด็กพากันคุ้ยคนในบริเวณนั้นก็พบตัวลูกศรทำด้วยสัมฤทธิ์อีกเช่นกัน

พระแสงศรคันธนูและลูกศรที่ค้นพบนี้มีความสวยงามน่าพิศวง ข้างบนเป็นนาคข้างล่างเป็นตราวชิราวุธสอดคล้องโดยบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อกับพระปรมาภิไธยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่หกซึ่งครองแผ่นดินในเวลานั้น

แต่ถ้าหากเชื่อกันว่าพวกละโว้เป็นพวกมอญมีวิทยาการงานหล่อโลหะแม้กระทั่งงานหินทำพระปรางค์ที่ลพบุรีก็ยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ ก็อำเภอตาคลีในเวลานั้นก็เป็นเขตแดนรอยต่อของลพบุรีหรือละโว้ซึ่งในอดีตเขาคงไม่ได้ขีดเส้นการปกครองเอาไว้โดยแน่ชัด การจะได้พบของโบราณมหัศจรรย์ซึ่งความสามารถรังสรรค์แลดูจะเกินมนุษย์ทั่วไปใน ปัจจุบันก็ย่อมเป็นไปได้

เสนาบดีมหาดไทยให้นิมนต์หลวงพ่อรุ่งและคณะศิษย์เข้าเฝ้าน้อมเกล้าถวายพระแสงศรพร้อมคันแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและรัชกาลที่หกมีพระมหากรุณาให้เฉลิมพระนามว่าพระแสงศรกำลังราม ด้วยเหตุที่กษัตริย์ของไทยเราทุกพระองค์แต่ไหนมามีพระปรมาภิไธยว่าพระพระรามทั้งสิ้น

ตัวพระองค์รัชกาลที่หกพระองค์เองก็คือรามวชิราวุธซึ่งเป็นที่มาเดียวกันของพระนามเต็มว่าสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรฯ ส่วนถนนและสะพานต่างๆที่พูดกันว่าสะพานพระราม 6 สะพาน พระราม 9 อันนี้ก็หมายถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 9

พระแสงศรกำลังรามได้มาเป็นชื่อดังนี้เนื่องจากพระรามซึ่งปรากฏว่าท่านมีชื่อเสียงในวรรณคดีรามเกียรติ์นั้นท่านเองใช้พระแสงลูกศรในการทำสงครามและมีฤทธิ์มากพระแสงต่างๆในราชการของพระรามมีหลายองค์และมีอานุภาพคล้ายขีปนาวุธในปัจจุบันเข้าไปทุกที กิริยาการยิงนั้นท่านใช้คำว่าแผลง

 

 

ส่วนพระแสงศรกำลังรามนั้น นักประวัติศาสตร์ได้มาร่วมกันประชุมพิจารณาแต่ในอดีต แล้ววิเคราะห์ว่าไม่น่าจะเป็นพระแสงที่ทำขึ้นเพื่อให้เทวรูปถือ เพราะตรงลักษณะมือจับสำหรับเทวรูปไม่มี น่าเชื่อว่าทำเป็น

เป็นของมงคลสำหรับทำพิธีชุบน้ำทำน้ำมนต์หรือทำพิธีแช่งน้ำมากกว่า

กลับมาที่กรณีของพระแสงศรที่ใช้แทงน้ำ พระพิพัฒน์สัตยาร่วมสมัยจะประกอบไปด้วยพระแสงสำคัญ

สามองค์ คือ พระแสงศรพรหมาสตร์, พระแสงศรประลัยวาต, พระแสงศรอัคนีวาต อันเป็นเทพอาวุธของ พระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์ตามลำดับ

ซึ่งที่มาที่ไปในการสร้างทำ พระแสงศรนี้ขึ้นมาตามตำราก็ไม่ใช่ง่ายต้องใช้หวายเทศมาเริ่มตั้งลำก่อนส่วนหัวโลหะนั้นจะต้องทำพิธีหล่อ รูปของเทพทั้งสามที่จะติดไว้ที่ศรก็ต้องทำพิธีจัดสร้างอย่างดี ประกอบเข้าแล้วต้องขุดโลหะที่หล่อเปนร่องเดินทองจารึกแล้วฝังอาถรรพ์ลงจากนั้นจึงจะไปที่ลพบุรีเพื่อทำการพิธีชุบศรที่บริเวณทะเลชุบศรอีกทีนึง จึงจะทำขบวนแห่กลับพระนครได้

พระแสงศรกำลังราม และพระแสงศรอื่น

เรื่องน่าสนใจแทรกไว้ในที่นี้ก็คือท่านทั้งหลายซึ่งได้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้าของรัฐสภาปัจจุบันน่าได้ทราบไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นพระนามเดิมคือเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ส่วนคำว่าเดชน์ นี้มีน.หนูตามช. ช้างมาด้วย เดชน์ คำมีความหมายว่าลูกศร

ตราพระราชลัญจกรหรือตราประจำพระองค์รัชกาลที่เจ็ด จึงเป็นลูกศรเรียงกันบนบันไดแก้วสามองค์ลูกศรทั้งสามองค์นั้นก็คือ พระแสงศรพรหมาสตร์, พระแสงศรประลัยวาต ,พระแสงศรอัคนีวาต อันเป็นเทพอาวุธของพระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์ ดังกล่าว