
เติม-ต้าน-เตรียม เผชิญกับโรคกระดูกพรุนของผู้สูงวัย
เติม-ต้าน-เตรียม เผชิญกับโรคกระดูกพรุนของผู้สูงวัย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
วันก่อนนี้ ผมได้ไปพบกับเพื่อนรักท่านหนึ่ง ท่านเป็นคหบดีที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดังของเมียนมา แต่ท่านมีปัญหาด้านโรคกระดูกพรุน เหตุเพราะช่วงวัยรุ่นท่านใช้ชีวิตค่อนข้างจะโลดโผนมาก ทำให้มีปัญหาโรคกระดูก ซึ่งสะสมมาเป็นเวลานานมาก ปัจจุบันนี้ท่านได้มารักษาที่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุย ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะท่านมีอายุมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน เจ้าโรคดังกล่าวก็มีโอกาสที่จะเข้ามาเยือนได้เสมอครับ
เมื่อเราเดินทางมาถึงวัยที่ประสบการณ์ชีวิตสะสมจนเต็มเปี่ยม(ก็แก่ตัวลงนั่นแหละ) ร่างกายที่เคยแข็งแรงก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาครับ หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เงียบเชียบที่สุด แต่ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ก็คือเรื่องของ “กระดูก”นี่แหละ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าโรคกระดูกพรุนอยู่บ่อยครั้ง แต่อยากให้ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่ากระดูกของเราเปรียบเสมือนเสาหลักของบ้านครับ ในช่วงวัยหนุ่มสาว เสาต้นนี้จะแน่นและแข็งแรงมาก แต่พอเวลาผ่านไป เนื้อในของเสาก็เริ่มถูกกัดกร่อนจนเป็นโพรงเล็กๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแค่การไอแรงๆ หรือการสะดุดเพียงเล็กน้อยก็ อาจทำให้เสาต้นนี้ร้าวหรือหักได้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว สิ่งสำคัญที่อยากให้ทราบคือ โรคนี้มักไม่ส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการเจ็บปวดใดๆ จนกว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นจริง เราจึงต้องหันมาใส่ใจดูแลตัวเองด้วยหลักการที่จำได้ขึ้นใจว่า การเติม การต้าน และการเตรียม เพื่อให้เรายังคงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและมีความสุขในทุกวัน
หัวใจสำคัญลำดับแรก คือ “การเติม”ครับ การเติมในที่นี้หมายถึงการคัดสรรสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอลงไป ลองเพิ่มอาหารจำพวกนมจืด โยเกิร์ต หรือถ้าใครไม่ถนัดดื่มนมวัว การเลือกทานปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งก้าง ซึ่งบ้านเรามีมากมายหลายชนิด หรือผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้าหรือกวางตุ้ง และเต้าหู้ก้อนขาวๆ ซึ่งก็ให้แคลเซียมที่สูงมากเช่นกัน แต่แคลเซียมเหล่านี้จะเข้าสู่กระดูกไม่ได้เลย ถ้าขาด "ผู้นำทาง" ที่ชื่อว่า “วิตามินดี”ครับ ร่างกายเรามหัศจรรย์มากที่สามารถสร้างวิตามินดีได้เองฟรีๆ เพียงแค่เราลองหาเวลาออกไปเดินรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นสักสิบห้านาที แสงแดดจะช่วยเปลี่ยนสารในผิวหนังให้กลายเป็นวิตามินดีได้ เพื่อให้เจ้าวิตามินดี ช่วยดึงแคลเซียมจากอาหารเข้าไปเสริมสร้างเนื้อกระดูกให้หนาแน่นขึ้น การเติมสารอาหารเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการรักษาความแข็งแรงของร่างกายจากภายใน
เมื่อเราเติมสารอาหารจนพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็คือ “การต้าน” ครับ การต้านในที่นี้หมายถึง การออกกำลังกายที่มีแรงกดหรือแรงต้านต่อกระดูก กระดูกจะแข็งแรงขึ้นได้เมื่อถูกใช้งานครับ การเดินเล่นรอบบ้าน การรำไทเก็ก หรือแม้แต่การบริหารนิ้วมือและแขนขาเบาๆ ล้วนเป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่า กระดูกส่วนนี้ยังต้องใช้นะ อย่าเพิ่งสลายไป การออกกำลังกายยังช่วยให้กล้ามเนื้อรอบๆ กระดูกแข็งแรงขึ้น ซึ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้นี่เอง ที่จะคอยเป็นเสมือนเกราะป้องกันชั้นยอด ช่วยพยุงร่างกายและลดแรงกระแทกหากเราเกิดเสียหลัก การหาเวลาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละนิดสะสมไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้ระบบการทรงตัวดีขึ้น เดินเหินได้อย่างมั่นใจ ลดโอกาสที่จะเกิดการพลัดตกหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหากระดูกหักในวัยเฒ่าของเรานี่เองครับ
ประเด็นที่สำคัญมากและส่งผลกระทบโดยตรง คือ “การเตรียม”สภาพแวดล้อมครับ เราต้องยอมรับความจริงว่า สายตาและการทรงตัวของเรา อาจไม่ว่องไวเท่าเดิม ดังนั้นบ้านซึ่งเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยที่สุดจึงต้องได้รับการ “ปรับ” ให้เหมาะสม เริ่มจากพื้นบ้านที่ควรหลีกเลี่ยงการขัดจนเงาวับ เพราะจะลื่นง่ายมาก พรมเช็ดเท้าผืนสวยที่เคยมีอยู่ หากไม่มีแผ่นยางกันลื่นด้านล่าง ก็ควรเก็บออกไปเสีย เพราะมันคือกับดักชิ้นดีที่ทำให้เราสะดุดหรือลื่นไถลได้ ในห้องน้ำซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่สุด ควรมีการติดราวจับในตำแหน่งที่เอื้อมถึงได้ง่าย ทั้งข้างโถสุขภัณฑ์และบริเวณที่อาบน้ำ แสงสว่างก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ครับ ทางเดินไปห้องน้ำตอนกลางคืน ก็ควรมีไฟส่องสว่างที่เปิดทิ้งไว้หรือเป็นระบบเซนเซอร์ที่สว่างขึ้นเองเมื่อเราเดินผ่าน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่แสดงความอ่อนแอ แต่มันคือการเตรียมตัวอย่างชาญฉลาด เพื่อให้เราใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างสง่างามและปลอดภัยนั่นเองครับ
นอกจากร่างกายและสภาพบ้านแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “สภาพจิตใจ” ครับ ผู้สูงวัยหลายท่าน เมื่อทราบว่าตนเองมีภาวะกระดูกพรุน มักเกิดความกลัวจนไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าออกไปไหน เพราะกังวลว่าจะล้มจนกลายเป็นภาระลูกหลาน ความกลัวนี้เอง ที่อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และจะทำให้เกิดการถดถอยของร่างกายที่เร็วกว่าเดิม เราต้องปรับมุมมองใหม่ครับว่า โรคกระดูกพรุนไม่ใช่จุดจบของการใช้ชีวิต แต่มันคือสัญญาณให้เรา “ระมัดระวังอย่างมีสติ” การยอมรับสภาพร่างกายตามวัยไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้าใจ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนรอบข้าง หรือการออกไปทำกิจกรรมทางสังคมที่เหมาะสม จะช่วยให้จิตใจเบิกบาน เมื่อใจเรายังสู้อยู่ ร่างกายก็จะหลั่งสารแห่งความสุข ที่ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้เรามีวินัยในการดูแลตัวเองมากขึ้น
ผมอยากให้เพื่อนๆชาวผมขาวทุกท่าน มองว่าการดูแลกระดูกเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งครับ เมื่อเรา “เติม” สารอาหารให้ครบถ้วน “ต้าน” ความเสื่อมด้วยการขยับกาย และ “เตรียม” บ้านที่เราอยู่อาศัย รวมถึงเตรียมใจตัวเราให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เราก็จะพบว่าวัยนี้เป็นวัยที่งดงามและทรงคุณค่าที่สุดวัยหนึ่ง เรายังสามารถออกไปชื่นชมดอกไม้ในสวน เดินจูงมือลูกหลาน หรือทำอาหารมื้ออร่อยให้ครอบครัวได้อย่างยาวนาน ความมั่นคงของกระดูกจะนำมาซึ่งความมั่นคงของอิสรภาพในการใช้ชีวิต และนั่นคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด ที่เราสามารถมอบให้กับตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างมีความสุขที่สุดเลยครับ

