

KEY
POINTS
เมื่อหลายวันก่อนผมพบกับอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านได้บอกผมว่า คนแก่ส่วนใหญ่มักจะมีกลิ่นตัวที่เป็นเอกลักษณ์ทุกท่าน ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องกลิ่นคนแก่มากนัก เพราะทำงานกับการดูแลผู้สูงวัยอยู่ จึงไม่ได้สังเกตเรื่องนี้เท่าไหร่? เหตุผลคือไม่อยากมีความรังเกียจเกิดขึ้นในใจเรา เพราะจะเป็นการสร้างกำแพงให้เราเข้าถึงตัวผู้สูงวัยยาก แต่หลังจากที่คุยกับอาจารย์วันนั้นแล้ว จึงกลับมาสังเกตดูจึงทราบว่า “ถูกต้องเลยครับ” จึงทำให้ผมต้องเข้าไปสืบค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิด “กลิ่นคนแก่” เพื่อหาวิธีที่จะนำมาใช้กับผู้สูงวัยที่เราดูแลอยู่นั่นเอง ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับลูกหลานส่วนใหญ่ที่มีผู้สูงวัยอยู่ในการดูแล จึงนำมาเผยแพร่ในบทความนี้ครับ
ในเวลาที่เราก้มกราบหรือเข้าไปสวมกอดผู้สูงวัยที่เราเคารพรัก หลายคนอาจเคยสังเกตถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ชัดเจนขึ้น เป็นกลิ่นฉุนนิด ๆ หืนหน่อย ๆ ที่มักถูกเรียกติดปากว่า “กลิ่นคนแก่”อย่างที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น บางคนอาจมีความกังวลว่า เราดูแลตัวท่านไม่ดีพอหรือเปล่า? หรือบางครั้งอาจจะคิดว่าตัวผู้สูงอายุเองอาจจะไม่ได้ดูแลตัวเอง ซึ่งถ้าพูดไปตรง ๆ กับท่าน ก็อาจทำให้ท่านเริ่มเสียความมั่นใจ จนอาจทำให้ท่านไม่กล้าเข้าใกล้ลูกหลาน แต่เท่าที่ผมสืบค้นมาจึงทราบว่า แท้จริงแล้วกลิ่นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความสกปรก แต่มันคือ “เคมีแห่งกาลเวลา” ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ตามธรรมชาติต่างหากครับ
อันที่จริงมนุษย์เราทุกคน เมื่อธรรมชาติของชีวิตเปลี่ยนไป(ก็แก่เป็นตาเฒ่านั่นแหละ) จะสร้างให้กลิ่นตัวเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในแวดวงวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น จะเรียกกลิ่นนี้อย่างไพเราะว่า “คาเรชู” (Kareishu) ซึ่งมีความแตกต่างจากกลิ่นเหงื่อไคลของคนวัยหนุ่มสาวอย่างสิ้นเชิงครับ ในกลุ่มวัยรุ่นกลิ่นตัวมักเกิดจากแบคทีเรียที่ย่อยสลายเหงื่อ แต่สำหรับผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่วัย 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มผลิตกรดไขมันชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า “กรดปาล์มิโตเลอิก” (Palmitoleic Acid)ออกมามากขึ้นทางผิวหนังของมนุษย์ เมื่อเจ้ากรดไขมันชนิดนี้ ได้สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ มันจะเกิดปฏิกิริยา “เหม็นหืน” จนกลายเป็นสารที่ชื่อว่า 2-Nonenal ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ คือไม่ละลายน้ำและเกาะหนึบอยู่บนผิวหนัง กลิ่นของมันจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคล้ายขี้ผึ้ง ของแห้ง หรือห้องที่ปิดอับไว้ข้ามคืน ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติที่เคยทำงานรวดเร็วในวัยเยาว์ ก็จะเริ่มเฉื่อยชาลง เซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือขี้ไคลจึงทับถมกันหนาขึ้น จนกลายเป็น “ฟองน้ำ” ที่คอยดูดซับและกักเก็บกลิ่นเหล่านี้ไว้ใต้ชั้นผิวอย่างเหนียวแน่นนั่นเอง
ที่บ้านพักคนวัยเกษียณ “คัยโกเฮ้าส์”ของผม ผู้สูงวัยของเราก็มีปัญหาดังกล่าวเกือบทุกท่านเช่นกัน สิ่งที่เรานำมาใช้ในการดูแลให้ผู้สูงวัยของเรา ด้วยการดูแลให้ผู้สูงวัยทุกท่าน อาบน้ำทุกวัน ๆ ละสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนเช้า ๆ เมื่อผู้สูงวัยตื่น แน่นอนทุกท่านมักจะตื่นเช้าเสมอ บางท่านตีสีตีห้าก็ตื่นนอนกันแล้ว ผู้บริบาลของเราก็จะช่วยท่านอาบน้ำที่มีอุณหภูมิไม่สูงมาก และช่วงเย็นก็จะอาบน้ำอีกหนึ่งครั้งเช่นกัน ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วการอาบน้ำบ่อย วันละหลาย ๆ รอบจะช่วยได้จริงเหรอ?” คำตอบคือช่วยได้มาก หากทำอย่างถูกวิธีครับ พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ การอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) เพื่อชะล้างไขมันที่สะสมระหว่างวัน และระหว่างก่อนนอน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ “อุณหภูมิของน้ำ” ครับ ผู้สูงอายุมักชอบอาบน้ำอุ่นจัด เพราะช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ในแง่ของกลิ่นกาย น้ำที่ร้อนเกินไปจะชะล้างน้ำมันดีบนผิวออกจนหมด ทำให้ผิวแห้งกร้าน ดังนั้นน้ำจะต้องไม่อุ่นมากไป เพราะน้ำร้อนจะมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวชดเชยมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้กลิ่นแรงกว่าเดิมในระยะยาวก็เป็นไปได้ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ การอาบน้ำในอุณหภูมิปกติหรือน้ำเย็นที่ไม่อุ่นจนเกินไป เพื่อรักษาความสมดุลของผิว และช่วยให้ร่างกายสดชื่นอย่างแท้จริง อีกสิ่งหนึ่งคือ “สบู่” ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การเลือกซื้อสบู่ที่มีสาร “แทนนิน” (Tannin) ซึ่งเป็นตัวแก้เกมทางเคมีของกลิ่นนี้โดยเฉพาะ การใช้สบู่ที่มีค่า pH เป็นกลางมาใช้กับผู้สูงวัย หรือสบู่ที่มีมอยส์เจอไรเซอร์สูง ก็เป็นอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหากลิ่นคนแก่นี้ได้ครับ
นอกจากเรื่องความสะอาดภายนอกแล้ว อาหารการกินก็มีผลอย่างยิ่งครับ การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อแดงหรือของทอด จะยิ่งกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น การปรับมาเน้นผักผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดการ “เหม็นหืน” ของไขมันบนผิวหนังได้จากภายในสู่ภายนอก นอกจากนี้ “กลิ่นคนแก่” มักจะฝังตัวอยู่ในสิ่งของรอบกายมากกว่าบนตัวบุคคล เช่น ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ต้องมีการรักษาความสะอาด เสื้อผ้าที่ท่านใส่ก็ควรเปลี่ยนทุกวัน หรือควรได้รับการซักฟอกบ่อยครั้งขึ้น และการเปิดหน้าต่างห้องนอนเวลาที่ไม่มีคนอยู่ เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกเสมอ ก็จะช่วยได้อย่างมากเช่นกันครับ
เพื่อให้การดูแลท่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและละมุนละไมที่สุด ลูกหลานอาจจะลองทำการตรวจสอบตามรายการนี้ดูก็ได้นะครับ เช่น (1)การปรับอุณหภูมิให้แก่ผู้สูงวัย ด้วยการดูแลให้ท่านอาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำที่ไม่อุ่นจัดจนผิวแห้ง อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (2) การเน้นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของผู้สูงวัย ด้วยการช่วยท่านทำความสะอาดบริเวณ หลังใบหู ซอกคอ แผ่นหลัง และหน้าอก เป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดสะสมของสารคาเรชูที่สำคัญครับ (3) การเลือกสบู่ที่ตรงโจทย์ที่สุด ด้วยการหันมาเปลี่ยนมาใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของ สารสกัดจากลูกพลับญี่ปุ่น (Persimmon Extract) สบู่ชาเขียว สบู่มังคุด สบู่สมุนไพรต่าง ๆ ของไทยเรา ที่ปัจจุบันมีขายในท้องตลาดหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งมีสารแทนนินช่วยระงับกลิ่นนี้ได้โดยตรงครับ (4) การใส่ใจความสะอาดของเสื้อผ้า เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดให้ท่านทุกวัน การเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และเน้นให้ท่านสวมเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าคอตตอน ที่ระบายอากาศได้ดี เป็นต้น (5) สุดท้ายการเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผู้สูงวัย หลังอาบน้ำเสร็จ ควรทาโลชั่นอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้ผิวแห้งจนร่างกายต้องผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปครับ
“กลิ่นแห่งกาลเวลาของคนแก่” เหล่านี้ เป็นเพียงร่องรอยหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตที่ยาวนาน หากเราเข้าใจสาเหตุและจัดการอย่างถูกวิธี ผมเชื่อว่าจะสามารถดูแลคนที่เรารัก ให้ท่านมีความสุข สดชื่น และก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้อย่างสง่างามครับ