KEY
POINTS
วันก่อนผมเจอเพื่อนรักคนหนึ่ง เราคุยกันถึงเรื่องไลน์ที่กลุ่มผู้สูงวัยนิยมใช้กันมาก ทุกวันจะส่งมาทักทายกันด้วยรูป.....สวัสดีวันจันทร์ สวัสดีวันอังคาร....กันเป็นส่วนใหญ่ เขาถามผมว่าผมคิดอย่างไรกับรูปที่ได้รับทุกวัน ตรงๆคือเขาจะถามผมว่า “เบื่อมั้ย ? ” ผมก็บอกว่า ไม่เบื่อหรอกเพราะพอเข้าใจเพื่อนๆเหล่านั้นได้ แต่ผมก็จะพยายามลบๆไป เพื่อไม่ให้เป็นขยะในเครื่องโทรศัพท์มากไปก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันที่เราผู้สูงวัยเพลิดเพลินกับการเลื่อนดูคลิปวิดีโอที่ลูกหลานส่งมาให้ดู หรือข้อความทักทายที่เพื่อนฝูงใน LINE ส่งมาทักทาย ทำให้ดวงตาคู่สำคัญของเรา กลับต้องทำงานหนักยิ่งกว่าการเดินป่าเสียอีก การจ้องหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาของเราเกร็งค้างอยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ จนบางครั้งส่งสัญญาณประท้วงออกมาเป็นอาการตาแห้ง พร่ามัว หรือปวดลึกๆ ที่เบ้าตา ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า “โรคตาล้า”จากการใช้หน้าจอ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นจะต้องตัดขาดจากโลกดิจิทัลไปเสียทีเดียวนะครับ เพียงแต่ดวงตาของเราเขากำลังเรียกร้องขอเวลาพัก เพื่อออกไป "ยืดเส้นยืดสาย" ในโลกของความเป็นจริงบ้างเท่านั้น
ผมเชื่อว่าวิธีพักสายตาที่ละเมียดละไม และได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ น่าจะเป็นการเปลี่ยนจากการสัมผัสหน้าจอแก้วที่เย็นชืด มาเป็นการหยิบพู่กันและจุ่มสีสันที่สดใสลงบนกระดาษครับ หรือการทำศิลปะบำบัด ที่ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ หรือการวาดรูปให้สวยเหมือนศิลปิน แต่มันคือการ "บริหารดวงตา" ผ่านความเพลิดเพลิน ภรรยาผมก็ชอบใช้วิธีนี้เป็นประจำ หรือบางครั้งเธอก็จะทำกิจกรรมอื่น เช่น ทำตุ๊กตา เย็บกระเป๋าผ้า ซึ่งผมก็จะสนับสนุนให้เธอทำ (เพราะจะได้ใช้เป็นของฝาก ให้เพื่อนๆเวลาเดินทางไปต่างประเทศประจำ) หากเราลองจินตนาการดูนะครับว่า เวลาที่นั่งอยู่หน้าขาตั้งวาดภาพ หรือแม้แต่การนั่งวาดรูปเล่นบนโต๊ะอาหาร สายตาของเราจะไม่ได้ถูกตรึงอยู่กับที่หน้าจอตลอดเวลา เหมือนตอนดูมือถืออีกต่อไป
ขณะที่เรามอง “แบบ”ที่อยู่ห่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นแจกันดอกไม้หรือทิวทัศน์นอกหน้าต่าง แล้วก้มลงมามอง “ปลายพู่กัน”ที่กำลังแตะแต้มลงบนกระดาษ ดวงตาของเราจะค่อยๆ ปรับโฟกัสสลับใกล้และไกลไปตามธรรมชาติ กลไกนี้เปรียบเสมือนการทำกายภาพบำบัดให้เลนส์ตา ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ยืดหยุ่นและคลายตัวจากการถูกล็อคอยู่กับหน้าจอระยะใกล้มาทั้งวัน ยิ่งถ้าเราลองลากพู่กันเป็นเส้นสายที่อ่อนช้อย ปล่อยให้สายตาเคลื่อนไหวตามสีที่ไหลไปบนกระดาษอย่างช้าๆ ความตึงเครียดที่เคยสะสมอยู่รอบๆ ดวงตาก็จะค่อยๆ ทุเลาลง เช่นเดียวกับภรรยาผม ที่สายตาจะมองไปที่ “ตัวอย่าง” ที่เธอหามาจากหนังสือบ้าง จากรูปภาพอื่นๆบ้าง ดวงตาก็ไม่ต้องแบกรับกับการทรมานในการมองจอมือถือ ความตึงเครียดก็จะลดลงไปด้วยเช่นกันครับ
นอกจากนี้ การเลือกใช้สีสันยังมีพลังมหัศจรรย์ในการเยียวยา ถ้าดวงตาได้พักจากแสงสีฟ้าที่แสนจะทำลายสายตา มาอยู่กับโทนสีธรรมชาติอย่างสีเขียวของใบไม้ สีฟ้าใสของท้องฟ้า หรือสีเหลืองอ่อนๆ ของดอกไม้ดูบ้าง สีโทนเย็นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหนื่อยล้าของประสาทตา แต่ยังช่วยส่งผ่านความรู้สึกสงบไปถึงหัวใจ น่าจะทำให้ระดับความเครียดลดลงได้เป็นอย่างดี เมื่อใจเราผ่อนคลาย กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อเล็กๆ รอบดวงตาของเรา ก็จะคลายตัวตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ นี่คือเป็นความมหัศจรรย์ของ “ศิลปะบำบัด”ครับ
การหันมาใช้เวลาสักช่วงสั้นๆของวัน เพื่อวางมือถือลงแล้วหยิบอุปกรณ์ศิลปะขึ้นมา จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกเท่านั้น แต่มันคือการมอบ “ของขวัญ” ให้กับดวงตาคู่ที่ดูแลเรามาตลอดชีวิต เป็นการพักผ่อนที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ได้เห็นรายละเอียดของโลกผ่านสายตาจริงๆ ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ และเมื่อเราลุกจากโต๊ะมาทำงานศิลปะ เราจะพบว่าโลกใบเดิมดูแจ่มชัดและสดใสขึ้นกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดใจทีเดียวครับ เราลองมาเริ่มต้นง่ายๆ ดูก็ได้นะครับ แค่เรามีกระดาษหนึ่งแผ่นกับสีน้ำ(ของนักเรียน)สักกล่อง แล้วปล่อยให้มือและดวงตาได้ร่ายรำไปพร้อมกัน เพราะดวงตาที่สดใสและความสุขที่ได้สร้างสรรค์ คือกำไรที่คุ้มค่าที่สุดของวัยผมขาวอย่างเราครับ
สุดท้ายแล้ว... ในวันที่เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีขาวและก้าวเดินเริ่มช้าลง สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เพียงแค่การมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่คือการมีใครสักคน(คู่ชีวิต)อยู่เคียงข้าง เพื่อคอย “ประคอง” กันและกันไปบนเส้นทางสายนี้ การวางมือถือแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาวาดรูปด้วยกัน จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมแก้เบื่อ แต่มันคือช่วงเวลาที่เราได้หยุดพักเพื่อดูแลกันอย่างแท้จริง ในขณะที่คุณตาช่วยส่งพู่กันให้ หรือคุณยายช่วยเลือกสีที่ดูสบายตาให้กัน นั่นคือการประคองใจที่แสนอบอุ่น
ในบั้นปลายของชีวิต ถ้าในวันที่เจ็บป่วยเราได้ดูแลซึ่งกันและกัน ผมเชื่อว่าในวันที่ทุกข์ใจเราจะได้ปลอบโยนกันผ่านงานศิลปะ และในวันที่ผู้เฒ่าอย่างเราเริ่มเดินเหินลำบาก หุ้นส่วนชีวิตที่อยู่ร่วมกันมานาน ต่างคอยประคองกันและกันตลอดไป เรามาร่วมกันใช้เวลาที่เหลืออยู่ในโลกของศิลปะร่วมกันนะครับ เพราะภาพวาดที่สวยที่สุด ไม่ใช่ภาพที่วาดออกมาได้เหมือนจริงที่สุด แต่คือภาพที่มีสองเฒ่านั่งวาดอยู่เคียงข้างกัน... ในวันที่โลกหมุนช้าลง น่าจะมีความสุขที่สุดเลยก็ได้ครับ