thansettakij
รู้ทันภัยเงียบ! ดูแล “ตับ” ให้ครบเครื่องสำหรับผู้สูงวัย

รู้ทันภัยเงียบ! ดูแล “ตับ” ให้ครบเครื่องสำหรับผู้สูงวัย

06 ก.พ. 2569 | 21:30 น.

รู้ทันภัยเงียบ! ดูแล “ตับ” ให้ครบเครื่องสำหรับผู้สูงวัย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ค่าเอนไซม์ตับ (SGOT/ALT) ที่สูงผิดปกติเป็นสัญญาณเตือนภาวะตับอักเสบหรือถูกทำลาย ซึ่งในผู้สูงวัยอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ภัยเงียบที่มักพบในผู้สูงอายุคือโรคไขมันพอกตับซึ่งมักไม่มีอาการ และการใช้ยาชุด ยาสมุนไพรไม่ทราบที่มา หรือยาแก้ปวดเกินขนาด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายเซลล์ตับอย่างรุนแรง
  • ผู้สูงวัยควรดูแลตับโดยหลีกเลี่ยงยาที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ปรับการกินโดยลดของมันของทอด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง

เมื่อเช้าวันนี้ คู่หูหุ้นส่วนของผมได้มาพบผมที่บริษัท เขาเล่าให้ผมฟังว่า ลูกสาวของเขาตอนนี้ได้เข้าไปนอนโรงพยาบาล เนื่องจากค่า SGOT(AST) 3667 U/L และค่า SGPT(ALT) 4476 U/L และมีอาการสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวันนี้ ซึ่งถือว่าตับมีค่าที่สูงมาก ปกติค่า AST จะอยู่ที่ 5-34 U/L และปกติค่า ALT 0-55 U/L เท่านั้น ผมเห็นแล้วก็รีบบอกให้เขาต้องเร่งหาแพทย์เฉพาะทางเป็นการด่วนเลย เพราะไม่น่าไว้วางใจได้แล้ว โอกาสจะเกิดตับวายได้สูงมาก “ตับ” ของคนเราก็เป็นเสมือนเครื่องจักรสำคัญในการควบคุมการทำงานของอวัยวะในตัวเรานั่นเองครับ 

อันที่จริงโรคตับไม่ใช่จะเป็นเฉพาะคนที่ดื่มสุราจัดๆ เป็นเวลานาน หรือเป็นเฉพาะคนสูงวัยเท่านั้น แม้แต่คนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน แต่เราเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาไปตรวจร่างกาย แพทย์มักจะเน้นย้ำเรื่องของ “ค่าตับสูงเท่าไหร่?” นั่นก็เพราะตับเป็นเสมือน “โรงงานกรองของเสียและโรงงานผลิตพลังงานหลักของร่างกายเรา” มันทำหน้าที่หนักหนาสาหัสมาก ทั้งคอยกักเก็บสารอาหาร ทั้งขับสารพิษออกจากเลือด ทั้งสร้างน้ำดีช่วยย่อยอาหาร และอีกสารพัดหน้าที่ ถ้าโรงงานนี้ทำงานผิดปกติเมื่อไหร่? หรือหยุดทำงานขึ้นมา ร่างกายก็จะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้สูงวัยอย่างพวกเรา ที่ระบบเผาผลาญอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้ว การดูแลตับจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ

เวลาที่เราไปเจาะเลือดตรวจร่างกาย จะมีค่าที่ชื่อว่า SGOT(AST) และ SGPT (ALT) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ ถ้าให้พูดแบบภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือมันกำลังบอกเราว่า “โรงงานกำลังถูกผู้บุกรุกเข้ามาทำลาย” ครับ ปกติเซลล์ตับมันจะอยู่ในตับ ไม่ค่อยออกมาในกระแสเลือดหรอกครับ แต่ถ้าเกิดมีอาการตับอักเสบ เซลล์ตับจะแตกออกเหมือนถุงน้ำที่โดนเจาะ สารพวกนี้ก็จะรั่วออกมาในเลือดเยอะ ทำให้ค่าเลือดพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะค่า ALT ที่จำเพาะเจาะจงกับตับมาก ถ้ามีค่าสูง ก็แสดงว่า “ตับกำลังอักเสบ” โดยตรง ส่วนค่า AST อาจจะสูงจากสาเหตุอื่นได้ด้วย เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ หรือโรคหัวใจเป็นต้นครับ

สรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ ยิ่งค่าน้อยยิ่งดี ถ้าค่าพวกนี้เกินระดับปกติ (ทั่วไปไม่ควรเกิน 40-50 U/L) แสดงว่าตับกำลัง “ส่งสัญญาณ” บางอย่าง มาบอกเราแล้วว่า “ตับ” มีการทำงานที่หนักหรืออักเสบอยู่ครับ  นอกจากตับอักเสบเฉียบพลันแล้ว ยังมีภัยเงียบที่เรียกว่า “ไขมันพอกตับ” ซึ่งมักไม่มีอาการมาก่อนก็ได้ แต่อยู่ ๆ ก็อาจจะโผล่มาจากการที่ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันไม่ได้ดีเหมือนเก่า หรือเกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน หรืออ้วนลงพุง ทำให้ไขมันไปเกาะที่ตับมาก หากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไขมันพวกนี้จะทำให้ตับอักเสบ และนำไปสู่โรคตับแข็งได้ในที่สุด สิ่งที่น่ากลัวคือผู้สูงวัย คือ เรามักจะไม่รู้ตัวมาก่อน จนกว่าจะตรวจอัลตราซาวด์ หรือตรวจเลือดแล้วเจอค่าตับที่สูงผิดปกติ นั่นแหละครับถึงจะรู้ตัว

แต่ถ้าค่าตับสูงถึงระดับที่เรียกว่า “หลักพันU/L” นี่ถือว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสามารถเกิด “ตับวายเฉียบพลัน” หรือตับถูกทำลายรุนแรงมาก ก็เหมือนเครื่องจักรโรงงานเกิดระเบิดครับ ไม่ใช่แค่ตับทำงานหนัก แต่เซลล์ตับแตกออกพร้อมกันจำนวนมหาศาล ก็จะทำให้ตับไม่สามารถกรองของเสียได้อีกต่อไป ของเสียจะท่วมร่างกาย จะทำให้มีอาการซึม สับสน ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำชา

ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่มักจะเจอ ก็คือ เกิดจากทานยาชุด หรือยาชุดที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือยาไม่มี อย. หรือทานยาที่ผสมสารอันตรายที่ทำลายเซลล์ตับหรือไม่มี อย. ซึ่งมักมีสารที่ตับรับมือไม่ไหว ส่วนคนหนุ่มสาวที่เจออาการโรคตับ ก็จะเกิดจากการกินยาลดความอ้วน หรืออาหารเสริมผิวขาวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือทานยาเกินขนาด เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอลที่กินต่อเนื่องนานเกินไป หรือกินพร้อมกับแอลกอฮอล์  และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเฉียบพลันครับ

ในกรณีฉุกเฉินอย่างตับวายเฉียบพลัน การรักษาในโรงพยาบาลจะเข้มข้นมาก ซึ่ง ทีมแพทย์มักจะมุ่งเน้นที่ “การพยุงอาการและหาต้นเหตุ” ควบคู่กันไป โดยจะเริ่มจากการรักษาตามสาเหตุ หากเกิดจากยา แพทย์จะให้ยาต้านพิษโดยเร็วที่สุด หากเกิดจากไวรัสก็จะให้ยาต้านไวรัส หากเกิดจากสารพิษแพทย์อาจจะพิจารณาทำกระบวนการล้างสารพิษ ควบคู่กับการพยุงอาการ คือ การจัดการกับภาวะแทรกซ้อน เช่น การให้ยาเพื่อลดแอมโมเนียในเลือด เพื่อป้องกันอาการทางสมอง การให้เกลือแร่และน้ำเหลว และการจัดการภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก ผู้ป่วยมักต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เพื่อเฝ้าระวังความรู้สึกตัวและสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด และในกรณีที่ตับพังเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้เอง การปลูกถ่ายตับอาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายครับ

ดังนั้น การดูแลตับให้ปลอดภัยฉบับคนบ้านๆ จึงมีสำคัญมากครับ เริ่มจากการเลี่ยงใช้ยาลูกกลอน ยาชุด หรือยาสมุนไพรแปลกๆ เพราะของพวกนี้ คือภาระหนักของตับ ยาสมุนไพรที่ไม่มีทะเบียน อย. อาจมีโลหะหนักหรือสารที่ตับขับออกไม่ได้ ถ้าจะทานยาเพื่อรักษาอาการอะไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ และต้องกินยาตามแพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามซื้อยาชุดมากินเอง หรือเพิ่มยาเองเด็ดขาด แม้จะเป็นยาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราเซตามอล ก็ต้องกินตามโดสที่ถูกต้อง

ปรับพฤติกรรมการกินของตนเอง โดยควรลดของทอด ของมัน น้ำหวาน และหันมาทานผักใบเขียว ผลไม้ที่ไม่หวานจัด เพื่อลดไขมันที่จะไปพอกตับ ขยับร่างกายบ้าง ไม่ต้องหักโหมครับ แค่เดินเล่นสบาย ๆ วันละ 20-30 นาที ก็ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีแล้วครับ และสุดท้ายคือการหมั่นสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หากมีอาการอ่อนเพลียผิดปกติ เบื่ออาหาร จุกเสียดแน่นท้อง หรือตัวเหลือง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที อย่าคิดว่าเป็นแค่อาการคนแก่ทั่วไป

โปรดจำไว้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่ทนทานและซ่อมแซมตัวเองได้ดี แต่ก็มีขีดจำกัด การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้คือกุญแจสำคัญในการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขครับ