

KEY
POINTS
ผลการประชุมของคณะทำงานกลางด้านเศรษฐกิจประจําปีที่จัดขึ้น เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2025 ระบุว่า การขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศถูกกําหนดให้มีความสำคัญในอันดับต้นๆ ของเศรษฐกิจจีนในปี 2026
ต่อมา เมื่อปลายปี 2025 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดประชุมใหญ่เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ก่อนขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคม 2026 และนำส่งให้รัฐบาลรับไปดำเนินการต่อไป
แต่ภายหลังก้าวข้ามปี 2026 มาเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลจีนก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเบ่ง “กำลังภายใน” เพื่อเพิ่มระดับการพึ่งพาภาคการบริโภคภายในประเทศต่อจีดีพีโดยรวม ซึ่งในปี 2025 อยู่ที่ราว 52% ขึ้นไปอีก
จีนจะใช้แคมเปญดังกล่าว ในการรณรงค์การจับจ่ายใช้สอย และปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของตลาดจีนได้อย่างไร เราไปคุยในรายละเอียดกันครับ
เริ่มจากการจุดพลุใหญ่เมื่อ หวัง เหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน “เด้งรับลูก” ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Shopping in China 2026” พร้อมกับงาน “ฤดูกาลการบริโภคปีใหม่” อย่างยิ่งใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตอกย้ำว่า
“ภาคการบริโภคภายในประเทศ” จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดตามแผนพัฒนาฯ ดังกล่าว โดยกล่าวเน้นย้ำไว้อย่างน่าสนใจว่า แคมเปญดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่ 3 แนวคิดหลัก อันได้แก่ การบริโภคสินค้า การบริโภคบริการ และการบริโภคใหม่
การบริโภคสินค้า ... ขยายกรอบ ขยายวง
ภายใต้แคมเปญดังกล่าว จีนวางแผนจะกระตุ้นการบริโภคแบบ “ตรงจุด” ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ “เก่าแลกใหม่” ที่ให้เงินอุดหนุนผู้บริโภคในการซื้อหา “สินค้าอุปโภคบริโภค” (Trade-inSubsidy Scheme) ที่ผลิตขึ้นในจีน (Made in China) ที่กว้างขวางมากขึ้นในหลายส่วน
ท่านผู้อ่านอาจทราบดีว่า แคมเปญ “เก่าแลกใหม่” ดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใด เพราะจีนเริ่มดำเนินการนับแต่ปี 2024 โดยอัดวงเงินอุดหนุนมูลค่า 150,000 ล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการซื้อหาสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า (ตู้เย็น เครื่องซักผ้าโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น) อิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องคอมพิวเตอร์สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์สื่อสารอื่น เป็นต้น) และยานยนต์พลังงานทางเลือก (จักรยานไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้า)
และภายหลังความสำเร็จอย่างมากในปีแรกของการดำเนินงาน รัฐบาลจีน ก็ขยายการดำเนินโครงการโดยเพิ่มวงเงินอุดหนุนอีกเท่าตัวเป็น 300,000 ล้านหยวน และขยายไปครอบคลุมหมวดสินค้าอื่น อาทิเครื่องครัว และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
ส่วนนี้นับเป็นพื้นฐานที่ดีของการดำเนินโครงการในปี 2026 ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า ผู้บริโภคที่ซื้อหาผลิตภัณฑ์ดิจิตัลที่เข้าร่วมโครงการในปี 2026 อาทิ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต นาฬิกาอัจฉริยะ และ สายรัดข้อมืออัจฉริยะ มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนในอัตรา 15% ของมูลค่าสินค้า แต่ไม่เกิน 500 หยวนต่อรายการ ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุน 15% ของมูลค่า แต่ไม่เกิน 1,500 หยวนต่อรายการ
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่นำรถเก่ามาแลกรถใหม่จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 8-12% ของราคารถยนต์ใหม่ แต่ไม่เกิน 15,000-20,000 หยวนขึ้นอยู่กับประเภทรถยนต์ใหม่
ในทางปฏิบัติ แคมเปญดังกล่าวยังสร้างประโยชน์ต่อการกระตุ้นการบริโภคสินค้า ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยในเชิงปริมาณ เราเห็นการแจก “คูปองส่วนลด” ผ่านการการลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้อง คูปองเหล่านี้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกกระจายถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจัดสรรสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มวงเงินหมุนเวียนแก่กิจการขนาดเล็ก ซึ่งจูงใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจีนมากขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2024-2025 การให้เงินอุดหนุนของภาครัฐ ก็ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคถึงราว 500 ธุรกรรม และสร้างยอดขายสินค้าที่เกี่ยวข้องได้ถึง 4 ล้านล้านหยวน
เมื่อเทียบกับของปี 2024 ยอดขายปลีกสินค้าที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ขยายตัวในระดับสองหลักในปี 2025 อาทิ ตู้เย็น เพิ่มขึ้น 17.4% เครื่องครัวและสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ 12.9% อุปกรณ์สื่อสารและสมาร์ตโฟน 18.6% รวมทั้งตลาดรถยนต์ผู้โดยสารพลังงานใหม่ก็เพิ่มขึ้น 24.3% ขณะที่ยอดขายขยายตัวถึง 21.1%
ขณะที่ในเชิงคุณภาพ จีนก็จูงใจให้ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อหาสินค้าที่มีคุณภาพสูงด้วยการให้เงินอุดหนุนในระดับที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าในกลุ่ม “D-G-H” อันได้แก่ สินค้าดิจิตัล (Digital) สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) และ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health) และ ผู้สูงอายุ เช่น อาหารสุขภาพ ซึ่งสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการยกระดับภาคการผลิตไปสู่ “สีเขียว” และการจ้างงานเชิงคุณภาพไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ ในปี 2024-2025 การจัดซื้อรถยนต์ใหม่ของคนจีนมีจำนวนถึง 18.3 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็น EVs ในสัดส่วนราว 60% ของจำนวนรถยนต์ที่ซื้อขายโดยรวม ขณะที่รถยนต์เก่าจำนวนราว 18 ล้านคันถูกนำไปย่อยสลายเพื่อนำวัตถุดิบกลับไปใช้ใหม่
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจีนก็เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ถึง 200 ล้านชิ้น ในจำนวนนี้ 90% เป็นสินค้าคุณภาพสูงและประหยัดพลังงาน และนำไปสู่การรีไซเคิ้ลสินค้าเก่าถึง 53 ล้านชิ้น
นอกจากนี้ การดำเนินแคมเปญดังกล่าว ยังทำให้จีนได้รับประโยชน์จากภาพลักษณ์ด้านการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศในอีกทางหนึ่ง โดยจีนได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็น “ศูนย์กลางด้านการผลิต” และ “ห่วงโซ่อุปทานที่มีคุณภาพสูงระดับโลก” ซึ่งช่วยให้จีนปรับสู่ “ตําแหน่งใหม่” เป็นจุดหมายปลายทางที่ทั้ง “ถูกและดี”
กล่าวคือ จีนไม่เพียงเป็น “แหล่งผลิต” ที่เสนอขายในราคาที่แข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าที่มี “คุณภาพสูง” และสอดรับกับ “ประสบการณ์การบริโภค” ระดับโลก อาทิ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
คุยต่อตอนหน้าครับ ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4172
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน