

KEY
POINTS
*** การเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้าไม่เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคจนทำให้ไม่สามารถจัดเลือกตั้ง หรือ มีเหตุแทรกซ้อนที่ทำให้จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ตลอดไปถึงมีอุบัติเหตุที่ทำให้รัฐบาลใหม่อยู่ได้ไม่ครบเทอม อนาคตของประเทศไทยอย่างน้อยในอีก 4 ปี นับจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปตามแนวทางของพรรคการเมืองตัวเต็ง ไม่ว่าจะเป็น พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน หรือ พรรคเพื่อไทย ทั้งเรื่องของ วัฒนธรรม สังคม หรือ เศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าแต่ละพรรคการเมือง ต่างก็มีความเชื่อ มีอุดมการณ์ ที่คิดว่าเหมาะสมที่จะผลักดันประเทศ ไปในทิศทางตามมุมมองของตน
เพื่อความชัดเจนในการ “เลือกคนที่ใช่ และ พรรคที่ชอบ” เข้ามาบริหารประเทศ 4 ปีนับจากนี้ เจ๊เมาธ์จะจำลองสถานการณ์ (Scenario) จากนโยบายทางเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมือง ว่า หากพรรใดได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะส่งผลให้ทิศทางด้านเศรษฐกิจของประเทศก้าวไปในทิศทางใด...
เริ่มจาก “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งปัจจุบันกุมอำนาจและกลไกของรัฐอยู่ในมือ เมื่อวิเคราะห์จากนโยบายทางเศรษฐกิจ จะพบว่า ทิศทางเศรษฐกิจของพรรการเมืองนี้ จะเน้นไปที่การ "กระจายความเจริญผ่านโครงการก่อสร้าง" และการใช้จุดแข็งด้านบริการมาเป็นจุดขาย
นอกจากนี้ ภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เช่น EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) การดันไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Health & Wellness Economy) โครงการ Landbridge หรือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาค เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง รวมไปถึงนโยบาย "พักหนี้ 3 ปี" และการแจกเงินในโครงการ "คนละครึ่งพลัส"
หากวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของของประเทศ ตามแนวทางของพรรคภูมิใจไทย จะพบว่า อนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศอาจจะโตแบบ "กระจุกตัวตามแนวโครงการ" โดยที่มีเม็ดเงินหมุนเวียน โดยจะเน้นหนักไปในอุตสาหกรรมก่อสร้างและท่องเที่ยว แต่ในเรื่องของเทคโนโลยีขั้นสูง ยังพบว่าภูมิใจไทยอาจยังไม่ชัดเจนมากนัก
ทั้งนี้ ปัญหาของพรรภูมิใจไทย ก็คือ เรื่องของวินัยทางการเงินการคลังที่มีความเสี่ยงสูง รวมไปถึงการถูกมองว่า เป็นแหล่งรวมตัวของนักการเมืองที่หลากหลายเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกิจ ซึ่งมีความเปราะบางและอาจแตกแยกกันได้ไม่ยาก
ต่อมาคือ แชมป์เก่าที่ได้จำนวน ส.ส. เข้าสภาฯ มากที่สุดอย่าง “พรรคประชาชน” โดยเมื่อมองมองลึกลงไปจะพบว่า ทิศทางเศรษฐกิจของพรรคประชาชน มีมุมมองในลักษณะของ "เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและทลายทุนผูกขาด" ซึ่งคาดหวังไปสู่การ "ผ่าตัดโครงสร้าง" ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการออกกฎหมายทลายทุนผูกขาด เพื่อหวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้ SME การกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรมในระดับจังหวัด โดยจะไม่ใช้กรุงเทพฯ ในการเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง
เมื่อวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของพรรคประชาชน จะพบว่า ในระยะสั้นพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ อาจเกิด "ภาวะชะงักงัน" จากการให้ความสำคัญไปที่เรื่องการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรค นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหามาจากการที่ทุนใหญ่ชะลอการลงทุน ด้วยความกังวลในทิศทางเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวจะเกิดความเท่าเทียม และการแข่งขันที่สมบูรณ์ขึ้น มีโอกาสเกิด Business Model ใหม่ๆ จากคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ในขณะที่ปัญหาหลักของพรรคประชาชน ก็คือ เรื่องของการ “เคยคิดแต่ไม่เคยทำ” จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่
ทางด้านของ “พรรคเพื่อไทย” รายนี้ถือได้ว่า เป็นพรรคการเมืองที่มากด้วยผู้มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ เนื่องจากเคยเป็นรัฐบาลมาหลายสมัย ทั้งนี้ทิศทางเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย เป็นไปในลักษณะ เศรษฐกิจอุปสงค์นำ (Demand-Driven Economy) หรือ วิธีสร้างสภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ความต้องการซื้อ (Demand) ที่ทำให้ต้องเพิ่มการผลิตเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทย มักจะใช้วิธีการ "อัดฉีด” หรือการ “แจก” เพื่อให้เกิดกระบวนการหมุนวนทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการปั๊มหัวใจเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายเติมเงินดิจิทัล และการผลักดัน Soft Power ให้เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระดับรากหญ้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นการทำ FTA และดึงการลงทุนต่างชาติ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น EV หรือ Data Center
เมื่อวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย...ผลได้ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอาจจะดู "ตัวเลขสวย" จากการบริโภคที่พุ่งสูง แต่ก็อาจมีปัญหาจากเรื่องวินัยการเงินการคลัง และภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นหากการเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าตามมา
ทั้งนี้ปัญหาหลักของพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องคำถามในความน่าเชื่อถือ เนื่องจากขณะที่มีอำนาจในช่วงการบริหารของนายกฯ เศรษฐา และ นายกฯ อุ๊งอิ๊ง แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังทำไม่ได้เช่นที่เคยหาเสียงเอาไว้ หากกลับมามีอำนาจอีกครั้ง...จะทำได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม...เจ๊เมาธ์เชื่อว่า จะไม่มีเพียงพรรคใดที่ชนะการเลือกตั้งได้แบบเด็ดขาด ส่งผลให้รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นใหม่จะเป็นรัฐบาลผสม แต่ ขณะเดียวกัน เจ๊เมาธ์ก็เชื่อว่าแม้จะเป็นรัฐบาลผสม...แต่พรรคแกนนำหลัก จะไม่ปล่อยให้พรรคร่วมเข้ามามีอิทธิพลต่อแนวทางเศรษฐกิจของพรรคมากจนเกินไป ส่งผลให้ทิศทางเศรษฐกิจ ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามแนวทาง และความเชื่อของพรรคการเมืองหลักอย่างที่ว่ามา
ดังนั้น จะรักใคร หรือ อยากจะได้พรรคการเมืองใด มาเป็นผู้นำประเทศ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ต้องออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ถึงเวลาแล้ว....จะชอบใคร หรือ ชอบพรรคไหน ก็เลือกคนนั้นและพรรคการเมืองนั้น ตอนนี้ทุกคนมี 1 เสียงที่จะกำหนดอนาคตของตัวเองเท่ากันหมดเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์