thansettakij
thansettakij
สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต

สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต

28 พ.ค. 69 | 05:50 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ค. 69 | 05:55 น.

สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • อาหารไทใหญ่มีเอกลักษณ์จากการใช้ถั่วบด เครื่องหมัก และซอสถั่วเหลืองในการปรุง เช่น ข้าวพูอุ่น ข้าวแรมฟืน และข้าวกั้นจิ้น รวมถึงวัฒนธรรมการกินเลือดสัตว์ที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรอาหารอย่างคุ้มค่า
  • ชาวไทใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ถูกกวาดต้อนและอพยพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ตั้งแต่อดีต เพื่อเพิ่มประชากรและกำลังแรงงานในการสร้างและพัฒนาเมืองใหม่
  • การสร้างเมืองเชียงใหม่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร น้ำ เกษตร สาธารณูปโภค และการป้องกันเมืองอย่างซับซ้อน ขณะที่งานประติมากรรมสำคัญของคุณไข่มุกด์ ชูโต สะท้อนความละเอียดด้านศิลปะและการศึกษาข้อมูลเชิงลึกก่อนสร้างผลงาน

อันว่าส่วนในเรื่องของกับข้าวไทใหญ่หรือกับข้าวชาวไตนั้นที่บริเวณศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่หลังร้านโจ๊กลานนา ก็มีร้านอาหารของชาวไทใหญ่แท้ๆมาเปิดให้บริการอยู่โดยปรับปรุงอาคารเก่าที่ออกแบบไว้สวยงามให้ติดแอร์ติดกระจกเข้าไปเพิ่ม เริ่มทำอาหารขายกันตั้งแต่เช้าตรู่โดยตั้งเตาทอดปาท่องโก๋หรือที่เรียกกันว่า อิ่วจาก้วย โดยถูกต้องนามกรฝ่ายจีน ทอดแล้วให้ทานกับอะไรก็ได้กินดื้อๆ หรือจิ้มกับถั่วบดผัดน้ำมันใส่หอมเจียวหรือว่าเอาไปโรยหน้าข้าวพูอุ่น

ซึ่งข้าวพูอุ่นนี่ที่จริงแล้วก็คือเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ลวกมาพอดีๆแล้วทับหน้าด้วยครีมอุ่นๆที่ทำ มาจากถั่วเมล็ดกลมอย่างว่าถั่วลันเตา ถั่วลูกไก่ ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกันกับข้าวแรมฟืนชั่วแต่ว่ายังไม่ทันเซ็ทตัวแข็งดึ๋งเป็นเต้าหู้ ก็พักมือจากการเติมสารธรรมชาติให้ดึ๋ง ตักออกมาราดหน้าเส้นก๋วยเตี๋ยว รับประทานกับพริกผัดน้ำมัน พริกตำน้ำส้มที่เป็นน้ำส้มสายชูชนิดหมัก ใส่รสเค็มมัน ซึ่งการปรุงรสอันนี้จะขาดไม่ได้เลยก็คือซอสปรุงรสทำจากถั่วเหลืองตราเสือซึ่งเป็นที่นิยมและเป็นกลิ่นรสเฉพาะที่ถูกปากของชาวไทใหญ่รวมทั้งชาวไทยน้อด้วย 55

เจ้าถั่วชนิดเป็นพื้นฐานของข้าวอุ่นนี้สามารถดัดแปลงห่อใบตองให้มีลักษณะคล้ายกับห่อหมกหรือว่าข้าวกันจิ้นก็ได้ ใส่เครื่องปรุงเครื่องเทศคล้ายเครื่องแกงเข้าไปนิดแล้วก็นึ่งสามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนเป็นกับข้าวยามออกเดินทางไกลได้อย่างสบาย

ครั้งนี้ก็ซื้อเขามาสองห่อรสชาติก็อร่อยดีคนขายพยายามบอกว่าอันนี้เป็นของเจนะไหวหรือเปล่าไม่มีเนื้อสัตว์นะ ก็ยืนยันว่าชอบอยู่แล้วเบาท้องดี งานนี้เขามิได้ใส่เครื่องแกง แต่ว่ามีน้ำจิ้มใส่ถุงมาให้ด้วยซึ่งก็คงประกอบด้วยพื้นฐานคือถั่วบดปนน้ำส้มสายชูอย่างนั้นอีกแล้วก็ปรุงเค็มด้วยซอสตราเสือตัดน้ำตาลหวานนิดแล้วก็พริกทอดป่นผัดน้ำมัน

สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต

อันว่า ข้าวกั้นจิ้นหรือว่าน่าจะเรียกเสียใหม่ว่าข้าวคั้นชิ้นก็อาจจะหมายความว่าเป็นข้าวที่เอาชิ้นเนื้อชิ้นหมูมาคั้นเลือดของเนื้อของหมูลงไปเคล้าปรุงกับข้าวสวย หรือ เป็นข้าวที่คั้นกับเลือดจากชิ้นเนื้อ ก็แล้วแต่เถิด

ทว่าการคั้นนั้นก็คงไม่ใช่ว่าเอาก้อนเนื้อมาบีบเลือดอย่างไรได้ อาจเป็นเรื่องว่าการปรุงรสของเลือดสัตว์นั้น ชาวเหนือนิยมเอาต้นตะไคร้ที่ทุบแล้ว มาคั้นเข้าหมายความว่าขยำแล้วก็บีบลงไปในน้ำเลือดแดงๆให้ฟ่อดฟอง สร้างรสสดชื่นที่หอมแล้วก็ไล่ความคาวออกไปก่อนเอามาคลุกกับข้าวสวยแล้วก็ใส่เกลือให้พอดีจึงห่อใบตองเอาไปนึ่งปรุงรสให้เหมาะสมแล้วก็รับประทานกับหอมเจียว รับประทานกับพริกแห้งทอด รับประทานโดยบีบมะนาวเล็กน้อยแล้วค่อยใส่ผักชี (หอมป้อม) เข้าไปในแต่ละทุกคำกิน

อันนี้ก็เป็นของอร่อยของทางนี้เขามาแต่ไหนแต่ไร ต่อเมื่อไปถิ่นภาคใต้ของอเมริกาอย่างหลุยส์เซียนา ก็มีกับข้าวชนิดว่าใช้เมล็ดข้าวกับเลือดมาปรุงให้กินเหมือนกันแต่เรียกอะไรขออภัยที่ยังนึกไม่ออก ต้องขออนุญาตค้นหามาบริการท่านผู้อ่านในลำดับต่อไป

ส่วนว่าวัฒนธรรมการกินเลือดสัตว์นั้นก็ไม่ได้เป็นของแปลกอะไรเป็นอยู่แต่ว่าในอดีตกาลนานมา การจะทำออกจับออกล่าหรือว่าจะปศุสัตว์ได้สัตว์มาสักตัวหนึ่งเป็นเรื่องยากส่วนการจะหาเรื่องรับประทานเมื่อเชือดมันแล้วก็ต้องให้เกียรติมันว่าทุกส่วนในร่างกายของมันนั้นมีประโยชน์ต่อเราผู้บริโภคเลือดนั้น พวกสก๊อตแลนด์พวกอังกฤษก็ยังเอาไปคลุกกับข้าวโอ๊ตแล้วก็เอามาทำอย่างไส้กรอกเรียกกันว่าแบล็คพุดดิ้งมีอยู่ ทั่วไป ที่เมืองไทยร้านไส้กรอกเก่าแก่แห่งพัทยา อย่าง Yorkies ก็ทำออกมาอร่อยดีมาก เช้าๆเอาหั่นหนาๆ ไปนาบกระทะทาเนยหน่อยกินกับน้ำชากาแฟ แนมด้วยมะเขือเทศอบและเห็ดผัดสมุนไพรแห้ง

ที่นี้จะหาว่าฝ่ายปวงเราชาวไทใหญ่ ไทน้อย มีความบริโภคเลือดน่ากลัวจะหาเรื่องเอาอารยธรรมมาเผยแพร่เผยแผ่ โดยหาทางกลืนชาติอันนี้ก็ต้องระวังแนวคิดของฝรั่งยุคอาณานิคม55 ซึ่งดูทรงแล้วอาจจะไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา 555 ส่วนฝรั่งมาถามว่าเอาหญ้าอะไรน่ะไปบีบไปคั้นอยู่ในน้ำเลือดก็ต้องตอบเขาว่า เลมอน กลาสนั่นไงคือหมายความว่าต้นตะไคร้นี้มันทรงเหมือนต้นหญ้า แต่ให้กลิ่นเหมือนมะนาวเป็นหญ้ากลิ่นมะนาวแต่ไม่มีความเปรี้ยว วิธีนำเสนอให้ฝรั่ง ได้ get คนตั้งก็เลยเรียกต้นพืชอย่างหญ้านี้ว่า หญ้ากลิ่นมะนาว หรือว่า Lemon Grass ให้ชัดเจนลงไปเสียล่ะกระมัง

สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต

อีทีนี้ว่าพี่น้องชาวไตหรือพี่น้องชาวไทใหญ่นี้แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล หากว่าเชียงใหม่เคยเป็นประเทศเอกราชมาก่อนเขาก็เป็นสมาชิกประชาคมอยู่ในประเทศเชียงใหม่นี้มาตั้งแต่นมนาน เพราะคำว่าเชียงใหม่นั้นก็ใหม่จริงๆแล้ว คำว่าเชียงก็เป็นคำเดียวกับคำว่าเวียงหมายความว่าเมืองเชียงที่ใหม่ ก็คือเชียงใหม่หรือเวียงใหม่เมื่อเทียบกับเมืองเก่าๆที่ก่อตั้งมาเป็นเวลานานแล้วฝ่ายทางเชียงรายเขามี ภูกามยาว ทางเชียงใหม่เรามีเมืองเก่าซ้อนอยู่อีกไม่ต่ำกว่าสี่เมือง หนึ่งในนั้นน่าจะมีเมืองโบราณเวียงกาหลง

ส่วนลำพูนก็อายุมากหลักพันๆ ปีการที่สร้างเมืองใหม่หรือเวียงเชียงใหม่ขึ้นมานั้นตามตำรามาตรฐานก็ว่ากษัตริย์สามคน(ตน/องค์) มาพูดคุยตกลงกันเกิดเป็นบริเวณที่เรียกว่าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ซึ่งอันนี้ฝีมือปั้นรูปอนุสาวรีย์นั้นโดยคุณไข่มุกด์ ชูโตยอดประติมากรจากสำนักเรียนศิลปากรผู้มีฝีมือเข้มแข็งลือนาม สร้างไว้สวยงามปราณีตศิลป์ ข้างการสร้างเมืองนั้นไม่ง่าย เป็นงานของกษัตริย์ผู้ซึ่งจำเป็นจะต้องรู้รอบคอบเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคทางน้ำไหลแหล่งกำเนิดน้ำอุปโภคบริโภคการบริหารจัดการน้ำ

ระบบของการให้แสงสว่างทิศทางของลมแนวทางการทำการเกษตรเพาะเลี้ยง ปลูกพืชตามดวงตะวันหรือขวางตะวันลมมาทางไหนฝนมาอย่างไรน้ำขัง ไว้ในฝายแล้วกระจายอย่างไรประชาชนช่วยกันดูแลหรือจำเป็นจะต้องมีหัวหน้าที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ รับหน้าที่ในการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรด้วยความเหมาะสม ไหนจะเรื่องภาระโรคระบาดมาจากน้ำจากสัตว์จากคน จะแก้ไข/ป้องกันอย่างไร_โอ๊ยยุ่ง อีพวกข้าศึกก็จ้องจะโจมตี เอาดินแดนเอาผู้คนทรัพยากรอีกวันๆช่างน่าประสาทเสีย

อันนี้เองก็เป็นเรื่องที่ต่อมาว่าเมื่อสร้างเมืองขึ้นมาโดยมีสาธารณูปโภคมาให้มีสาธารณูปการมารองรับแล้วแต่ว่าประชากรผลิตไม่ทัน จะไปสร้างเรื่องโรแมนติกให้ผู้คนรักกันแล้วก็หาทางสร้างลูกสืบหลานนั้นช้าเกินไปเมืองใหม่รอไม่ได้ ก็เกิดยุคที่เขาเรียกกันว่าเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง (ซ้า คือตะกร้าชนิดหนึ่ง) ก็หมายความว่าไปพาเอาหรือไปกวาดหรือไปต้อน ไปเทครัวเอาผู้คนจากเมืองอื่นหรือผู้คนจากดินแดนที่ห่างไกล ให้มาอยู่อาศัยในเชียงใหม่ในฐานะเป็นพลเมืองไม่ว่าจะอยู่บนดอยอยู่บนที่สูงหรือไม่ก็ตามก็พามาตามนโยบายนี้

สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต

ชาวไตหรือชาวไทใหญ่ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้รับบทบาทพลเมืองตั้งแต่เวลานั้นมาชาวเชียงตุงก็มาแล้วพากันมาหลายรอบจนกระทั่งรอบล่าสุดที่เป็นกันย้ายถิ่นฐานจริงจังก็เข้ายุครัตนโกสินทร์แล้วพี่น้องชาวเชียงตุงตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่ละแวกวัวลาย ส่วนไอ้เรื่องการย้ายถิ่นฐานประเภทอะไรประมาณนี้นั้นฝ่ายอเมริกันเขาเคยแยกเป็นมลรัฐต่างๆบริหารจัดการเองมาก่อน แล้วค่อยมารวมกันตามจำนวนของดาวที่ปรากฏในธงชาติ

เรื่องของการรวมกันได้นี้ในระยะหลังต่อมา ก็เป็นเรื่องที่รับรู้กันว่าที่มาของแต่ละรัฐ กับทั้งกฎกติกามารยาทรวมทั้งแนวทางการบริหารของรัฐแตกต่างกันไป ไม่มีความเหมือนกันอาจเป็นด้วยปัจจัยทางประวัติศาสตร์ของแต่ละรัฐมาเกี่ยวข้องจึงเกิดมีการย้ายถิ่นฐานจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่งตามระบบแรงจูงใจ หมายความว่ารัฐใดที่ดูแล้วเก็บภาษีต่ำสาธารณูปโภคดีกฎหมายไม่เคร่งครัดเอาเปรียบมาก ผู้คนที่อยู่ในอื่นก็พร้อมใจกันย้ายถิ่นฐานไปอยู่รัฐที่ว่านี้ มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ที่เรียกกันว่าโหวต by feet ซึ่งมิได้หมายความว่าใช้เท้าไปคีบปากกากากบาทในการเลือกตั้งแต่อย่างใดแต่หมายความว่าใช้เท้าทั้งสองข้างนั้นเองพาตัวเองเดินย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในรัฐที่ตัวเองพึงประสงค์

เมืองเล็กเมืองน้อยในอดีตที่เข้ามาอยู่เชียงใหม่อาจจะไม่ได้มาด้วยความสมัครใจหรือได้ทราบว่ามีแรงจูงใจผลประโยชน์อะไรมาก การมาอยู่ที่เมืองใหม่นี้เป็นเรื่องว่าสามกษัตริย์สมัยนั้นท่านใช้วิธีไปกวาดไปต้อนมา เสียมากกว่า กรรมวิธีการกวาดต้อนนั้นอาจจะเริ่มจากการตีเมืองเล็กเมืองน้อยให้แตกจากนั้นจึงกวาดต้อนผู้คนมา ตำราระบุไว้ว่ามีการแยกกันกลุ่มคนต่างๆตามลำดับชั้นและความถนัดความสามารถของงานช่างงานฝีมือเสียด้วย เมืองเล็กเมืองน้อยในเวลานั้นประกอบไปด้วย เช่น บ้านยู้, เมืองหลวย, เมืองกาย, เมืองขัน, เมืองขาง, เมืองวะ, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองแช่,เมืองฮาย, เมืองเจือง, ท่าล้อ, เมืองพาน, เมืองม้า, เมืองของ, เมืองวัง, เมืองมาง,เมืองขาง, เมืองงาด, เมืองออ, เมืองงิม, เมืองเสี้ยว และ เชียงรุ่ง เป็นต้น

ส่วนเรื่องชาติพันธุ์ที่มาอยู่นั้นปนเปไปหมด ทั้งคนยอง, คนหุย, คนอาข่า, คนจิ่วพั่ว, ไทเขิน (ทำเครื่องเขิน), ไทลื้อ, ไทใหญ่ ฯลฯฯลฯ กลับมาเรื่องข้าวเช้านี้ ข้าวไทใหญ่นี้ ท่านทั้งหลายอาจไม่ค่อยถูกปากก็เป็นเรื่องธรรมดาของชนชาติและความคุ้นเคยกับอาหารที่ไม่เหมือนกันแต่อย่างไรเสียการตื่นเช้ามาแล้วได้กลิ่นวัฒนธรรม หอมลอยมาในบรรยากาศ แทนที่จะดูชมเฉยๆ ก็ดื่มด่ำเข้าไปในท้องเสียเลยก็เป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์อยู่ไม่น้อย

กาแฟของชาวไทใหญ่สีดำจัดแต่ว่าเนื้อหาคาเฟอีนน้อยรับประทานโดยบีบมะนาวสองเสี้ยว หอมประหลาดเปรี้ยวชื่น บนที่สูงของพวกเขานั้นลูกแมคคาเดเมียของผลดีมากมันฮ่อหรือว่าวอลนัทก็เนื้อเต่งและเป็นความบริสุทธิ์ของพื้นที่ที่ให้ผลิตผลจากธรรมชาติอย่างดีแบบนี้ ส่วนกาแฟก็เช่นกัน กาแฟไทใหญ่แก้วนี้อาจจะจางความเข้มลงไปแต่ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนคนไทยเราเองก็ไม่ได้ดื่มกาแฟรสเข้มขนาดนี้ ขนาดปัจจุบันนี้เหมือนกัน

วันนี้ที่ร้านเขามีหน่อไม้สดมาต้มกับกระดูกหมูแล้วก็ใส่พริกแห้ง มีแหนมเอาไปผัดกับไข่ใส่ต้นหอม แล้วก็กระเทียมพริกสดมีผักพื้นบ้านบางอย่างที่คล้ายชะอมผสมผักกูดเอามาผัดหมูสับใส่เครื่องกะปินิดหน่อยแล้วก็ยังมีกับข้าวพม่าก็คือข้าวสวยเอาไปผัดน้ำมันโดยใส่ผงถั่ว_ถั่วเหลืองที่บดละเอียดลงไปด้วย รับประทานกับไข่ดาว และแน่นอนต้องหยอดซอสตราเสือลงไปสักนิด การโรยข้าวด้วยซอสตราเสือนี่หอมเค็มกลมกล่อมนักนั่งชื่นชมบรรยากาศไม่นาน ในเวลาไม่นานนักพี่น้องชาวไทยใหญ่ที่มาแสวงบุญก็ค่อยทยอยมากันด้วยรถตู้ตั้งวงรับประทานอาหารไทใหญ่กันโดยครื้นเครงน่าสนุกน่าอร่อย ทางร้านก็แต่งสวยดีมีตุ๊กตุ่นตุ๊กตาการจัดวางโคมไฟต่างๆก็สงบเยือกเย็นเช้านี้อากาศไม่ร้อนนักกินกาแฟบีบมะนาวของเขาแล้วต้องขอเรียกชาพม่ามาเสริมเติมความหวานมันเข้าไปอีกซักหน่อยทำให้มองอะไรอะไรออกไปแล้วสวยงามกว่าเดิมขึ้นมาอีกโข

มาถึงบรรทัดนี้ก็ทำให้นึกถึงว่าท่านศิลปินยอดประติมากรอย่างคุณไข่มุกด์ ชูโตนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงมากและได้รับความไว้วางใจพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นศิลปินถวายงานด้านประติมากรรมในพระราชสำนักยุคนั้น ตัวคุณไข่มุกด์เองที่เรียกท่านว่าคุณก็เพราะว่าท่านได้รับพระราชทานตราจุลจอมเกล้าเป็นคุณหญิง แต่เนื่องจากตามกฎระเบียบในรัชสมัยนั้น ผู้ที่ยังมิได้สมรสแล้วรับพระราชทานตราจุลจอมเกล้าฯ ท่านให้ตัดคำว่าหญิง ออกให้เรียกว่าคุณเป็นคำนำหน้าเท่านั้น ต่างกับในรัชสมัยปัจจุบันนี้ที่เรียกคุณหญิงทั้งหมด

สิงห์ไทย คุณไข่มุกด์ ชูโต

คุณไข่มุกด์สร้างงานสำคัญไว้มากโดยเฉพาะพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัยที่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองชื่นชมผลงานของท่านและได้เก็บสะสมประติมากรรมรูปสิงห์ (สิงโตไทย) ที่หล่อด้วยโลหะในลักษณะโลหะเงินเอาไว้คู่หนึ่ง ตั้งประดับถวายงานอยู่ในที่เหมาะสมซึ่งประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระชนกธิเบศร์มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเครื่องแบบจอมทัพไทยในชุดนายทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระอัยกาธิราชเจ้า

ทำจากกระเบื้องเคลือบกังใสโดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตรได้รับพระบรมราชาอนุญาตให้จัดสร้างขึ้นเมื่อคราวฉลองกรุงกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี ยิ่งพิศดูทีไรก็ยิ่งเห็นถึงความความสามารถของยอดประติมากรอย่างคุณไข่มุกด์ท่านนี้

คุณไข่มุกด์เป็นผู้มีความทุ่มเทมากเมื่อท่านได้รับมอบหมายให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริยโยทัยประทับช้างท่านดั้นด้นขึ้นมาเพื่อศึกษากายวิภาคของช้างที่เชียงใหม่เพราะช้างที่กรุงเทพค่อนข้างผอม เนื่องจากในเวลานั้นช้างสำคัญซึ่งทางราชการเก็บรักษาดูแลไว้ที่บริเวณสวนจิตรลดาล้วนแล้วแต่เป็นช้างเผือกซึ่งตามแบบธรรมเนียมแล้วช้างเผือกจะไม่ต้องทำงานรวมถึงไม่ได้ออกศึกในราชการสงครามจริงด้วยซ้ำจึงมีความผอมกว่าช้างศึกและกล้ามเนื้อไม่ชัดเจนเหมือนกับคนที่ไม่ได้กำลังทำให้ท่านสังเกตจุดเป็นกล้ามเนื้อมัดกล้ามและผิวหนังของช้างศึกตามจินตนาการได้ไม่ละเอียดเท่าที่ควร แถมท่านยังพิเคราะห์ไปถึงว่าการปั้นงาช้างที่ออกมาจากปากนั้นจุดเริ่มต้นเกิดมาจากส่วนไหนของหัวกะโหลกกันแน่มีหนังหุ้มมาถึงตรงไหนของช้างเชื่อมโยงกับหัวกะโหลกของช้างอย่างไรท่านได้เขียนเล่าบันทึกเอาไว้โดยละเอียด

เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการทำงานศิลปะนั้นต้องมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่คิดตามเอาจินตนาการแต่เพียงอย่างเดียวแล้วก็บรรเลงเพลงลงไปแล้วบอกผู้อื่นว่าสิ่งที่ที่ตนทำนั้นเรียกว่าศิลปะซึ่งก็คงไม่ใช่ว่าทำไม่ได้แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็อาจจะสุกเอาเผากินไปสักหน่อย

คุณไข่มุกด์ถึงแก่กรรมอนิจกรรมโดยชนมายุของท่านยังไม่สูงมากนักทิ้งฝีมือการปั้นทรงคุณค่าเอาไว้ในแผ่นดินและเป็นที่โหยหาจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนร่วมวงศิลปะเป็นอย่างมากมาจนทุกวันนี้