thansettakij
thansettakij
ภาวะสุขภาพไทย บั่นทอนทุนมนุษย์-งบชาติ

ภาวะสุขภาพไทย บั่นทอนทุนมนุษย์-งบชาติ

27 พ.ค. 69 | 07:37 น.
อัปเดตล่าสุด :27 พ.ค. 69 | 07:43 น.

ภาวะสุขภาพไทย บั่นทอนทุนมนุษย์-งบชาติ : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,204

KEY

POINTS

  • แม้ระบบสาธารณสุขไทยจะได้รับการจัดอันดับที่ดีในระดับโลก แต่กลับเผชิญความเสี่ยงจากพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการระบาดของโรคอุบัติใหม่และโรคตามฤดูกาล
  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การระบาดของบุหรี่ผิดกฎหมายและยาเสพติดในเยาวชนเป็นวิกฤตที่รุนแรงขึ้น
  • ปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคระบาด และปัญหาสุขภาพจิต กำลังสร้างภาระหนักต่องบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการป้องกันและบำบัดรักษาในระยะยาว

แม้รายงานดัชนีระบบสุขภาพที่ดีที่สุด (เว็บไซต์ Numbeo)  ระบบสาธารณสุขของไทยถูกยกย่องให้อยู่ในอันดับ 8 ของโลก เหนือกว่าประเทศแถบยุโรปหลายประเทศ ขณะที่ WHO ยกย่องให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับการดูแลรักษาวัณโรค และ การจัดอันดับดัชนีความมั่นคงทางสุขภาพ (GHS) โดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ประเทศไทยเคยได้รับการจัดให้อยู่ใน อันดับที่ 5 ของโลก และอันดับ 1 ในเอเชีย จากการประเมินความพร้อมในการเฝ้าระวังและรับมือโรคระบาด  

แต่รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงทางสังคม แม้จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในภาพรวมจะปรับตัวลดลง 36.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ กลับมีแนวโน้มสวนทาง พร้อมกับการอุบัติของโรคติดต่ออันตราย ที่ประเทศไทยยังไม่เคยพบการระบาดมาก่อน

แน่นอนว่า สิ่งที่จะตามมาและเป็น วิกฤตระยะสั้น คือ ภัยสุขภาพในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในสถานศึกษา และโรคไข้เลือดออก ยังเป็นโจทย์เร่งด่วนที่กระทบต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ การขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมาย ที่มีสัดส่วนสูง 25.4% ในปัจจุบัน กลายเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งปราบปราม เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ไม่ได้มาตรฐานและส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรงทันที

รวมถึงการเผชิญกับผลกระทบโดยตรง จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งพบว่า หลังดำเนินนโยบายเพียง 90 วัน ยอดผู้เสียชีวิตที่สัมพันธ์กับการดื่มในช่วงเทศกาลพุ่งสูงถึง 4.8 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 

ส่วนวิกฤตระยะกลาง ปัญหาที่น่ากังวลคือ การประกาศให้ “โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา” เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ของประเทศ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูง 30-50% และยังไม่มีแนวทางการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเฉพาะ สอดรับกับสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่แม้สัดส่วนผู้เสี่ยงซึมเศร้าจะลดลงเหลือ 5.4% แต่ความเปราะบางยังคงอยู่สูงจากปัจจัยกดดันด้านค่าครองชีพและรายได้

ขณะที่โครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบอัตราคงที่ กำลังลดทอนประสิทธิภาพของกลไกภาษีในการควบคุมพฤติกรรมการดื่มของประชาชนลงเรื่อย ๆ ตามภาวะเงินเฟ้อ

การแก้ “วิกฤตระยะยาว” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ภาระงบประมาณสาธารณสุข ที่ภาครัฐจะต้องแบกรับภาระงบประมาณในการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในระดับที่รุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

วิกฤต “ภัยเงียบ” จากการโรคต่างๆ โดยเฉพาะ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) โรคระบาด โรคอุบัติใหม่ ฯลฯ การแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการผ่อนคลายมาตรการบางอย่าง 

ภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย ยังคงเป็นวิกฤตที่ประเทศไทยต้องเผชิญ และวางหมากระยะยาว ทั้งป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ไม่เช่นนั้นอาจล้มทั้งกระดาน ...

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,204 วันที่ 28-30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569