thansettakij
thansettakij
สร้างความสุขในชีวิตบั้นปลาย

สร้างความสุขในชีวิตบั้นปลาย

10 ต.ค. 68 | 21:00 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ต.ค. 68 | 01:32 น.

สร้างความสุขในชีวิตบั้นปลาย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • การดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยลูกหลานอาจเป็นเรื่องยากและส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล หากขาดความพร้อมและทักษะเฉพาะทาง
  • สถานบริบาลเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองไม่ได้ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสในการเข้าสังคมกับคนวัยเดียวกัน
  • การเลือกสถานบริบาลต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่เพียงพอ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และความปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

เมื่อกลางดึกของคืนวันพฤหัสบดี ผมได้รับโทรศัพท์จากญาติห่าง ๆ ท่านหนึ่ง โทรฯมาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรจะหานักบริบาล (Caregiver) ที่เก่ง ๆ ได้สักคน เพื่อไปดูแลญาติผู้สูงวัยที่บ้าน ซึ่งท่านมีอายุล่วงเลยไปกว่า 90 ปีแล้ว ผมจึงสอบถามไปว่า แล้วที่ผ่านมาที่บ้านมีใครที่เป็นลูกหลานดูแลได้บ้าง? ปัจจุบันนี้ใครเป็นผู้ดูแลอยู่ เขาก็ตอบว่ามีหลานสาวท่านหนึ่งที่ดูแลอยู่ แต่เขาก็จะไม่ไหวแล้ว เพราะกลางวันเธอต้องค้าขายอยู่ที่บ้าน บางครั้งเผลอไปบ้างเนื่องจากลูกค้ามาซื้อของที่ร้านเยอะ ก็ดูแลไม่ทัน จึงต้องปล่อยให้ท่านนอนติดเตียงอยู่อย่างนั้น จึงคิดว่าจะต้องหานักบริบาลไปช่วยดูแลที่บ้านสักคนแล้วละ

โดยส่วนตัวผม ผมกลับไม่ได้คิดเหมือนเขา การที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการว่าจ้างคนมาดูแล เพราะการดูแลผู้สูงวัยที่มีภาวะเช่นนั้น น่าจะไม่เหมาะที่ต้องให้คนที่ไม่ใช่มืออาชีพดูแล อีกทั้งถ้าหากจ้างพยาบาลอาชีพมาดูแลแทน คนที่มีสถานะปานกลาง ก็ยากที่จะรับภาระเช่นนั้นได้ นอกจากนี้สภาพร่างกายของลูกหลานที่จะดูแลท่าน ก็อาจจะพลอยย่ำแย่ไปด้วย เพราะทั้งเวลากลางวันที่ต้องคอยเป็นห่วงท่าน เวลากลางคืนก็ไม่ได้นอนหลับได้อย่างสนิทตลอดเวลา จะทำให้เสียสุขภาพร่างกายและจิตใจทั้งผู้สูงวัยเองและผู้ดูแล ผมจึงแนะนำว่า ควรจะหาสถานบริบาลดี ๆ สักแห่งที่ใกล้ ๆ บ้าน เพื่อให้ท่านได้มีชีวิตบั้นปลายที่มีความสุขนั่นเองครับ

หากเราจะเปรียบเทียบระหว่างการที่จะส่งผู้สูงวัยอันเป็นที่รักของเรา ไปพักที่บ้านพักคนชรา เราควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ท่านเคยอยู่เคยนอนด้วย ท่านอาจจะมีความคุ้นเคยที่อบอุ่นและไม่รู้สึกแปลกแยก หรืออาจจะมีความรู้สึกว่าลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง แต่อย่างไรก็ตาม หากบ้านเรามีสภาพที่ไม่พร้อม หรืออาจไม่มีความปลอดภัยพอ เช่น บันไดบ้านเป็นแบบดั้งเดิม หรือห้องน้ำที่เก่าและมีกระเบื้องที่ลื่นมาก หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เคยใช้อยู่ไม่เหมาะสมกับที่จะดูแลผู้สูงวัยอย่างท่านได้ดี อีกทั้งเราไม่สามารถดูแลท่านได้ดีเหมือนสถานบริบาล ที่เขามีการปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมหรือสุขภาพของผู้สูงวัยได้ เช่น การที่เขาต้องจัดการเรื่อง อาหารและยา หรือการที่ต้องพาท่านไปโรงพยาบาลในยามฉุกเฉินได้ดีกว่าอยู่ที่บ้าน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเชื่อว่าความเป็นมืออาชีพของสถานบริบาลเหล่านั้น น่าจะดีกว่าที่เราต้องมาพะวักพะวนต่อการจัดการเองทั้งหมด เราก็ควรต้องเลือกพาท่านไปฝากไว้กับสถานบริบาลที่ดี ก็จะดีกว่าดูแลเองครับ

ในส่วนของตัวผู้สูงอายุเอง ก็ต้องดูว่ามีการช่วยเหลือตนเองได้ดีมากน้อยแค่ไหน? เพราะบางท่านที่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ดี ก็ไม่ควรจะนำไปฝากไว้กับสถานบริบาลเช่นกัน แต่ถ้าหากว่าท่านไม่สามารถดูแลตนเองได้ เช่น มีอาการติดเตียงแล้ว หรือมีโรคร้ายประจำตัวที่รุนแรง หรือมีอาการโรคทางสมองที่มีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดเราผู้เป็นลูกหลาน อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ดีไปกว่าสถานบริบาล ที่เขาอาจจะมีประสบการณ์ในการดูแลมาก่อน เราก็ควรจะต้องตัดสินใจครับ

บางคนอาจจะมีไปที่เรื่อง “ความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่” หรือวัฒนธรรมไทย ๆ เรา ที่ยังคงมีความเป็นสังคมครอบครัวอยู่สูง แต่ถ้าหากมองกลับกัน เราให้ท่านที่มีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ นอนอยู่บนเตียงที่มองเห็นแต่ฝ้าเพดานและผนังรอบตัวเท่านั้น ผมคิดว่าการที่ท่านได้ไปพักร่วมกับคนวัยเดียวกัน ที่มีความเป็นอยู่เสมอใกล้เคียงกัน หรือท่านอาจจะมีคนที่สามารถพูดคุยในภาษาเดียวกันได้ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับท่าน ที่ได้พบกับสังคมผู้สูงวัยเหมือนกับท่านได้ นั่นเราคงจะต้องคิดใหม่ได้เช่นกันครับ

ถ้าหากต้องเลือกที่จะส่งท่านไปอยู่บ้านใหม่หรือสังคมใหม่จริง ๆ ผมคิดว่าเราเองก็ควรต้องพิจารณาถึงการเสาะหาบ้านใหม่ที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ท่าน เช่น มีทีมแพทย์หรือพยาบาลเพียงพอต่อการดูแล ให้แก่จำนวนของผู้สูงวัยที่พักอยู่ที่นั่นได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่? หรือมีนักกายภาพที่สามารถดูแลท่านได้เมื่อยามจำเป็นหรือไม่? หรือมีนักโภชนาการ ที่สามารถช่วยจัดการดูแลอาหารการกินให้แก่ท่านได้หรือไม่? มีสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ดีหรือไม่? มีนักบริบาลที่มีจำนวนที่เหมาะสมกับจำนวนของผู้สูงวัยที่มาพักหรือไม่? มีระบบป้องกันอุบัติเหตุที่เหมาะกับผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวหรือไม่? นอกจากนี้ยังต้องดูว่าการจัดการภายในของสถานบริบาลเหล่านั้น มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ด้วย

บางท่านอาจจะกังวลถึงความสะดวกสบายในการที่จะสามารถไปเยี่ยมท่านได้ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน แต่ส่วนตัวผมคิดว่า การเดินทางด้วยเวลาไม่เกินสองชั่วโมง ที่จะไปเยี่ยมผู้สูงวัยที่เป็นบุพการีของเรา สำหรับสังคมเมืองใหม่ในยุคปัจจุบันนี้ ถือว่าน่าจะพอรับได้ เพราะถ้าหากเปรียบเทียบกับการเดินทางไปทำงานในเมืองของเรา ส่วนใหญ่ก็ต้องเดินทางไม่ต่ำกว่าชั่วโมงอยู่แล้ว อีกทั้งยังต้องเดินทางเป็นประจำทุกวัน หรือถ้าหากเราเปรียบเทียบกับพนักงานทั่วไป ที่มาจากต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ หากเขาจะต้องการเดินทางไปเยี่ยมพ่อ-แม่ที่ต่างจังหวัด แม้จะใช้การเดินทางโดยเครื่องบิน ก็ยังคงต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงกันทุกคนแหละครับ ดังนั้นหากเราอยู่ฝั่งธนบุรี ต้องเดินทางมาฝั่งตะวันออก แม้จะเดินทางด้วยเวลาเป็นชั่วโมง ผมคิดว่าเรายังพอรับได้นะครับ

ผมจึงบอกญาติที่โทรมาปรึกษาไปว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตัดสินใจให้ถ้วนถี่ ในการที่จะต้องฝากชีวิตบั้นปลายของญาติผู้สูงวัย ไปอยู่ในมือของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นมืออาชีพ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และทำให้ท่านมีชีวิตบั้นปลายที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดครับ