
จุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiota)
จุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiota) คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- จุลินทรีย์ในลำไส้ โดยเฉพาะที่ได้จากอุจจาระ กำลังถูกวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคทางเดินอาหาร และโรคระบบประสาท ผ่านวิธีการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ (FMT) หรือพัฒนาเป็นยาแบบพุ่งเป้า
- การนำจุลินทรีย์จากอุจจาระมาใช้เป็นยาเผชิญกับความท้าทายด้านวัฒนธรรมและความเชื่อในประเทศไทย ซึ่งอาจต้องพิจารณาแหล่งที่มาอื่น เช่น เลือดหรือเนื้อเยื่อ หรือปรับเปลี่ยนวิธีการนำเข้าสู่ร่างกายเพื่อเพิ่มการยอมรับ
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงการนำจุลินทรีย์ในกระเพาะและลำไส้ แล้วจึงนำมาเพาะเลี้ยง เพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ในมนุษย์ ซึ่งกำลังเป็นเรื่องที่มาแรงมากในยุคปัจจุบัน โดยมีประเทศต่างๆทำการวิจัยกันเยอะมาก เอาคีย์เวิร์ดแค่คำว่า gut microbiota พอค้นหาใน Google scholar หรือ PubMed ก็จะพบงานวิจัยในเรื่องนี้มีมากถึง1,810,000 และ 104,278 รายการ เรียกว่าอ่านกันตาแฉะเลยละครับ
ในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในปัจจุบันนั้น ได้มีการศึกษาเรื่องจุลินทรีย์ในลำไส้(gut microbiota)ของมนุษย์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ “อุจจาระ”มาใช้ในการวิจัยเพื่อค้นหาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยในการพัฒนายาหรือวิธีการรักษาโรคต่างๆได้ ไม่เพียงแต่โรคภูมิแพ้เท่านั้น ยังมีโรคสารพัดโรคเลยทีเดียวครับ หลักการสำคัญของเรื่องนี้ คือการทำการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ในอุจจาระมนุษย์ (Fecal Microbiota Transplantation - FMT) ซึ่งเป็นวิธีการนำอุจจาระจากผู้บริจาคหรือตัวของผู้ต้องการนำมาใช้เองที่มีสุขภาพดี มาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย(ในกรณีที่จะนำมาให้ผู้รับบริจาค) ที่มีปัญหาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลำไส้ เช่น โรคติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridioides difficile (C. diff) ซึ่งดื้อยาปฏิชีวนะ การทำ FMT ช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้ป่วย ทำให้เกิดการควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่ก่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพการวิจัยจากอุจจาระไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาโรค C. diff เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่โรคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD) และโรคลำไส้แปรปรวน (IrritableBowel Syndrome - IBS) โรคทางระบบประสาท(โรคยอดฮิตของผู้สูงวัย) ที่มีงานวิจัยที่เชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้ กับโรคต่างๆ เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และภาวะซึมเศร้า ยังมีโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ(Non-communicabel Diseases:NCDs) เช่น โรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งการขาดสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถส่งผลต่อการเผาผลาญอาหารและน้ำหนักตัวได้ จึงมีการนำเอาจุลินทรีย์ดังกล่าวมาผลิตเป็นยาหรืออาหารเสริม มาใช้ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากๆครับ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จะทำการคัดแยกจุลินทรีย์สายพันธุ์เดี่ยว (specific strains) ที่มีคุณสมบัติพิเศษจากอุจจาระของผู้บริจาคสุขภาพดี จากนั้นจะนำมาเพาะเลี้ยง เพื่อศึกษาคุณสมบัติและนำไปพัฒนาเป็นโปรไบโอติก(Probiotics)แบบเฉพาะทาง หรือในรูปแบบของยาที่พุ่งเป้า(Precision Medicine) ไปที่การปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ เพื่อรักษาโรคโดยตรง ที่ต่างประเทศกำลังนิยมกันมาก โดยเฉพาะที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศในฝั่งตะวันตกบางประเทศครับ
แม้ว่าการวิจัยนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่มากเช่นกันครับ เช่น ด้านวัฒนธรรมและความเชื่อ ที่ประเทศฝั่งตะวันออกอย่างประเทศไทยเรา พอพูดถึงที่มาของจุลินทรีย์ที่นำมาผลิตเป็นยา ถ้าจะให้นำมาทานก็ร้องอ้วกแตกแล้ว หรือประเทศที่มีการนับถือศาสนาที่เข้มข้น ก็จะรับไม่ได้แล้วครับ นอกจากนี้ทางด้านความปลอดภัย ก็จะต้องแน่ใจว่าอุจจาระที่นำมาใช้ โดยปราศจากเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ ที่จะสร้างปัญหาแก่สุขภาพของผู้ใช้ โดยต้องมุ่งเน้นไปที่มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกผู้บริจาค การเตรียมและการเก็บรักษาตัวอย่างของอุจจาระที่จะใช้ จำเป็นต้องมีการกระทำกันอย่างรัดกุมจริงๆ อย่างไรก็ตามการทำการวิจัยในเรื่องดังกล่าว ต้องมีการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า จุลินทรีย์แต่ละชนิด มีปฏิสัมพันธ์กันและส่งผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร? ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาต่อไปอีกมาก โดยสรุปแล้ว การใช้จุลินทรีย์จากลำไส้หรือจากอุจจาระของมนุษย์ เป็นวิธีการที่มีแนวโน้มดีมาก ในการพัฒนายารักษาโรคใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การแพทย์ในยุคใหม่ ที่เน้นการปรับสมดุลของร่างกายจากภายใน และการทำการรักษาแบบพุ่งเป้าหรือ Precision Medicine ครับ
อย่างไรก็ตามเท่าที่ผมได้พูดคุยกับศาสตราจารย์กู้ ที่ท่านได้มาเยี่ยมเยือนผม จึงทราบว่ายังมีนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนที่มีแนวคิดแบบหัวก้าวหน้า เขาได้มีการนำเอาเทคโนโลยีด้านพันธุกรรม(Genomic)และด้านโมเลกุล ได้คิดค้นนำเอาจุลินทรีย์มาจากลำไส้และกระเพาะอาหารโดยตรง เพื่อนำมาเพาะเลี้ยงและนำมาสกัดออกมา แล้วจึงนำเอาจุลินทรีย์ดังกล่าว มาบรรจุลงในรูปแคปซูล แล้วจึงนำมาให้ผู้ป่วยบริโภคในการรักษาโรคที่จำเพาะเจาะจงครับ
ในวันที่เรานั่งเสวนากันนั้น ผมก็ได้บอกท่านศาสตราจารย์กู้ไปว่า ที่ประเทศไทยเราคงยากที่จะยอมรับได้ เพราะความเชื่อทางวัฒนธรรม ที่มองกลับไปถึงที่มาของจุลินทรีย์แล้ว คงรับไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะต้องทานยาที่คิดค้นขึ้นมาได้ แม้จะทราบว่าวัตถุดิบเหล่านี้ จะมีการจัดเก็บมาความสะอาดใช้อุปกรณ์ เช่น ภาชนะที่ใช้ในการจัดเก็บก็ปราศจากเชื้อโรค และเหมาะสมกับประเภทของตัวอย่าง อีกทั้งต้องมีการติดฉลาก ซึ่งตัวอย่างทุกชิ้น ต้องถูกติดฉลากอย่างชัดเจนด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อของผู้บริจาค วันที่และเวลาที่เก็บ ประเภทของตัวอย่าง และรหัสประจำตัว (ID code) เพื่อป้องกันความผิดพลาด เป็นต้น นอกจากนี้อุณหภูมิในช่วงที่การจัดเก็บ จะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการเสื่อมสภาพของตัวอย่าง และมีความปลอดภัยสูง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแก่ผู้ปฏิบัติงาน แต่ผมก็ยังมีความเชื่อว่า คนไทยก็ยากที่จะรับได้อยู่ดีครับ
แต่ถ้าเปลี่ยนแหล่งที่มาของจุลินทรีย์ที่มาจากเลือด(Blood) หรือจากเนื้อเยื่อ (Tissue)ของผู้บริจาค หรือจากดีเอ็นเอ (DNA)ของมนุษย์ ซึ่งผมเชื่อว่า น่าจะเป็นไปได้มากกว่า เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์วันนี้ สามารถทำได้อย่างแน่นอน หรือแก้ไขวิธีการใช้ แทนที่จะเป็นการผลิตออกมาเป็นแคปซูล แล้วให้นำมาทานเป็นยา ก็แก้ไขนำมาใช้ด้วยการทำดีท็อกซ์(Detoxification)เข้าสู่ร่างกาย ส่วนตัวผมยังเชื่อว่า ผู้ป่วยที่เป็นคนไทยน่าจะพอรับได้ ไม่ขัดกับความรู้สึกหรือความเชื่อมากกว่าครับ







