
ทุนเทายึดเกาะ นอมินีกลืนชาติ มท.ต้องเร่งล้างบาง
ทุนเทายึดเกาะ นอมินีกลืนชาติ มท.ต้องเร่งล้างบาง : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4200
KEY
POINTS
- กลุ่มทุนเทาและนอมินีต่างชาติกำลังเข้ายึดครองพื้นที่เศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในเกาะสมุย เกาะพะงัน และ เชียงใหม่ ทำให้คนไทยกำลังจะกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านของตัวเอง
- มีการใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการถือครองที่ดินของต่างชาติ และมีการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลักษณะที่อาจกลายเป็นการสร้าง "รัฐซ้อนรัฐ"
- เรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) และ รัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งปราบปรามอย่างจริงจัง จัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต และทบทวนนโยบายวีซ่าเพื่อป้องกันอาชญากรข้ามชาติ
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4200 ระหว่างวันที่ 14-16 พ.ค. 2569 โดย...กาแฟขม
*** รัฐบาลนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เยียวยาเศรษฐกิจและเปลี่ยนผ่านพลังงาน อธิบายเหตุผลความจำเป็นแตกต่างกันออกไป ฝ่ายรัฐบาลเห็นความจำเป็นกู้เงินมาใช้เพื่อเยียวยาประคองเศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลางหนักหนาสาหัส ฝ่ายค้านบอกไม่จำเป็น ดูตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคหลายตัวไม่วิกฤติ แค่ลดภาษีดีเซล ลดภาระประชาชนไปมากโข ราคาสินค้าไม่ขึ้นจากต้นทุนน้ำมันไม่เห็นจำเป็นต้องกู้ตั้ง 4 แสนล้าน 2 มุมมอง ปะทะกัน ว่าด้วยเรื่องวิกฤติและการแก้ปัญหาวิกฤติ ที่อาจต้องตีความกันในศาลรัฐธรรมนูญอีกวาระหนึ่ง
*** การใช้เงินกู้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาทนี้ มี 1 ในโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ (EV) ที่ล่าสุด เอกนิติ นิติฑัณท์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ให้กรมสรรพสามิตรไปทบทวนเงื่อนไขรายละเอียดใหม่ให้ชัดเจน ไปถึงการตีราคารถเก่า ...ว่าที่จริงแล้วโครงการนี้ไม่ควรแค่ทบทวน แต่ควรยกเลิกไปเลย เอาเงินไปใช้ในโครงการอื่นจะเป็นดีเสียกว่า ซึ่งการตัดสินใจเปลี่ยนรถสักคัน ควรเป็นเรื่องของ “กระเป๋าตังค์” และ “ความพึงพอใจ” ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล ที่จะเอาเงินกู้มหาศาลมาชี้นิ้ว “เฮ้ย! เอารถเก่ามาแลกใหม่เถอะ เดี๋ยวฉันช่วยเงินทอน” ทั้งที่เงินทอนก้อนนั้น ก็คือ ภาษีในอนาคตนั่นเอง
*** การเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคประชาชน ควรปล่อยให้เป็นไปตาม “กลไกตลาด” ไม่จำเป็นต้องเอาเงินหลายล้านไป “ประเคน” ส่วนลดให้คนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว หรืออุดหนุนค่ายรถจีน มันเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัว ถ้าจะกู้มาเพื่อเปลี่ยนผ่านจริงๆ รัฐบาลควรทำสิ่งที่ “ประชาชนทำเองไม่ได้” อย่างปฏิวัติรถเมล์และรถสาธารณะ แทนที่จะช่วยใคร ซื้อรถเก๋งไฟฟ้าคันที่สอง ลองเอาเงินก้อนนี้ไปเปลี่ยน “รถเมล์ควันดำ” ทั่วกรุงและรถสองแถวตามต่างจังหวัดให้เป็นไฟฟ้าให้หมด
กระทั่งนำเงินก้อนนี้ไปลงกับสถานีชาร์จสาธารณะที่ราคาเป็นธรรมและครอบคลุมเหมือนปั๊มน้ำมัน หรือ เอาเงินไปสนับสนุน SME ขนส่งให้รายย่อยที่ต้องใช้รถทำมาหากิน ไปช่วย “ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ” หรือ “กองทุนปรับปรุงเครื่องยนต์” ให้สะอาดขึ้น เพื่อประคองอาชีพเขาไว้ ไม่ใช่บีบให้เขาต้องทิ้งเครื่องมือทำกินเก่าเพื่อไปแบกหนี้ก้อนใหม่ที่เขาไม่พร้อม
*** นายกฯ หนู ต้องรู้ว่ารัฐบาลที่ดี มี “ขอบเขตอำนาจ” อยู่ตรงไหน การก้าวก่ายสิทธิการตัดสินใจของบุคคลด้วยเงินอุดหนุนที่ฉาบฉวย ออกจะเป็นการบริหารงานที่ขาดวุฒิภาวะเกินไปหรือไม่ เลิกเอาเงินกู้แสนล้านไป “จัดอีเวนต์ขายรถ” ในโชว์รูม แล้วเอาเงินมาสร้าง “ระบบขนส่งของชาติ” ให้มันดูดีกว่านี้ดีกว่า เอาเรื่องเฉพาะหน้าให้รอดก่อนเถอะ ก่อนที่ประชาชนจะหมดความอดทน แล้ว “แลก” รัฐบาลแทนรถเก่า
*** ว่าด้วยรถเก่าแลกใหม่ อำนาจหน้าที่ของรัฐแล้ว ก็เตลิดเปิดเปิงในความคิดไปสู่ความเสียหายของชาติ อันเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็ง ปล่อยปละละเลย ปล่อยนอมินีต่างชาติ ทุนมืด ทุนเทา เข้ายึดครองประเทศไทย ภาพที่ปรากฏบนเกาะพะงัน และ เกาะสมุยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือน แต่เป็นการตั้งหลักปักฐานยึดครองอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจท้องถิ่น จนคนไทยแท้ๆ กำลังกลายเป็น “ผู้อาศัย” ในบ้านตัวเองบนผืนทรายภาคใต้
*** เกาะสมุย และ พะงัน มีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนสูงเกือบ 70% ที่น่ากลัวคือ ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนถึง 87 บริษัท วิลล่าหรูมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ผุดขึ้นบนที่ดินไทย โดยมีชื่อต่างชาติอำพรางอยู่เบื้องหลัง หรือกฎหมายที่ดินไทยที่ห้ามต่างชาติถือครอง มีไว้แค่ประดับตู้โชว์ หรือมีไว้ให้เจ้าหน้าที่บางกลุ่ม หาเศษหาเลย ไม่เฉพาะ 2 เกาะที่ว่า แต่ทางภาคเหนือพื้นที่เชียงใหม่ กลายเป็น “ประตูฟอกเงิน” ของกลุ่มทุนเทาข้ามชาติไปแล้ว มีขบวนการ “สวมสิทธิ์บัตรชมพู” และซื้อขายสัญชาติที่เชียงดาว ทุนจีนสีเทาไม่ได้แค่ทำร้านอาหาร หรือ โรงแรม แต่กำลังสร้าง “รัฐซ้อนรัฐ” ผ่านการกว้านซื้อหมู่บ้านจัดสรรและใช้ชีวิตเหนือกฎหมายไทย
*** อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มท.หนู ต้อง “หักดิบ” ก่อนจะสายเกินไป ต้องสแกนเข้มและยึดทรัพย์จริง ต้องเลิกปฏิบัติการแบบทำคอนเทนต์ ลงตรวจโชว์สื่อ แต่ต้องจัดการนอมินีให้ ปปง. และ DSI ดำเนินการยึดทรัพย์ให้ถึงที่สุด นำที่ดินกลับคืน ต้องจัดการขบวนการสวมสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รัฐ จังหวัด อำเภอ เจ้าหน้าที่ที่ดิน พวกนอมินีทำไม่ได้ ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่เปิดทางให้ ต้องสั่งฟันวินัยและอาญาขั้นสูงสุด พวกเจ้าหน้าที่ที่ขายชาติเพื่อแลกกับเงินสีเทา เร่งทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าและวีซ่าพำนักยาว แม้ต้องการเงินนักท่องเที่ยวก็จริง แต่ต้องไม่ใช่การเปิดประตูรับ “อาชญากร” เข้ามาตั้งฐานที่มั่น ต้องยกระดับการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างรัดกุมกว่านี้
*** ปิดท้ายกันที่หนังสือดีดีที่ควรหาอ่าน หาเก็บ “เรื่องในมุ้ง เพลงลูกทุ่ง ใต้สะดือ” ที่ บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) อดีตสื่อมวลชน นักหนังสือพิมพ์ เจ้าของคอลัมน์เพลงลูกทุ่ง ได้บรรจงเรียบเรียงขึ้น จากเนื้อเพลงที่เจาะลึกถึงแก่นเป็นรายเพลง วรรณกรรมภาษาสองแง่สองง่าม เปลือยกามตัณหา มายาแห่งเกมซื้อจากเพลงยายฉิมเก็บเห็ด, จุดเทียนเวียนวน...ถึง ผีออกคันชู (เกาเหอย), ปูหนีบอีปิ อันลือลั่น ที่เปี่ยมไปด้วยคําผวน เผยให้เห็นถึงการใช้คํา การใช้ภาษาบ่งบอกนัยทางเพศไม่ว่าจะเป็น การใช้คํา พ้องรูป คําพ้องเสียง การอุปมาอุปไมย การสร้างสัญลักษณ์ การเปรียบเทียบ เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงปฏิภาณไหวพริบของผู้ ประพันธ์เพลงเพื่อสื่อสารเรื่องราวที่ฟังดู อาจรู้สึก “ทะลึ่ง - ลามก หยาบโลน” แต่กลับกลายเป็นความ “คมคาย” ในทางอ้อม เมื่อพิจารณาผ่านแว่นตาของศิลปะและลวดลายชั้นเชิงการใช้ภาษาซึ่งเพลงในอดีตเหล่านี้จะถูกห้ามเปิดทางวิทยุ แต่ปัจจุบันเผยแพร่กันในสื่อโซเชียล...







