
ปัญหาภาควิชาการไทย 'คน วิธีการ ผลลัพธ์' เป็นข้อจำกัดของการสร้างความรู้
ภาควิชาการไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก 'คน วิธีการ และผลลัพธ์' ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ วัฒนธรรมยึดติดตัวบุคคล วิธีวิจัยแบบพิธีกรรม และ KPI เชิงปริมาณ
KEY
POINTS
- วัฒนธรรมการยึดติดกับตัวบุคคลอาวุโส (Superstar) ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้าคิดต่างหรือท้าทายแนวคิดเดิม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่
- กระบวนการวิจัยถูกทำให้เป็น "พิธีกรรม" ที่เน้นความถูกต้องตามระเบียบแบบแผนมากเกินไป ทำให้ขาดความยืดหยุ่นและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
- การวัดผลงานวิจัยมักถูกจำกัดด้วยตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (KPI) เช่น จำนวนการตีพิมพ์ มากกว่าการประเมินประโยชน์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อสังคม
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หากจะประเมินปัญหาของภาควิชาการไทย อาจแบ่งกรอบวิเคราะห์ออกได้เป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ “บุคคล วิธีการ และผลลัพธ์” ซึ่งทั้งสามด้านนี้ต่างเชื่อมโยงกัน และสะท้อนโครงสร้างของระบบวิชาการไทยที่แม้จะมีคนเก่งและงานวิจัยจำนวนมาก แต่กลับยังมีข้อจำกัดในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง
ปัญหาแรกคือ “การยึดติดกับตัวบุคคล” หรือวัฒนธรรมแบบ Superstar ในวงวิชาการไทย คนที่ประสบความสำเร็จมักถูกยกขึ้นเป็นผู้ทรงภูมิที่ผิดไม่ได้ ได้รับความเคารพสูงจนความคิดของบุคคลนั้นกลายเป็น “กรอบความจริง” ที่คนรุ่นหลังต้องเดินตาม ต่างจากต่างประเทศที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Albert Einstein ก็ยังสามารถผิดได้ เช่น การที่เขาไม่เชื่อในกลศาสตร์ควอนตัมและเคยกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ได้เล่นลูกเต๋า” ทั้งที่ต่อมาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าโลกระดับควอนตัมมีความไม่แน่นอนจริง การยอมรับว่าคนเก่งก็ผิดได้ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ
ระบบความรู้แบบปิดและข้อจำกัดของคนรุ่นใหม่
แต่ในบริบทไทย เมื่อคนระดับ “ครูใหญ่” ผิดไม่ได้ ระบบจึงเกิด “กลุ่มความรู้” หรือ Epistemic Group ที่ยึดโยงอยู่กับแนวคิดเดิม คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องอยู่บน “ภูเขาลูกเดียวกัน” กับอาจารย์หรือผู้มีอำนาจทางวิชาการของตน การคิดต่างหรือทดลองแนวทางใหม่จึงเกิดขึ้นได้ยาก ทั้งที่ในประวัติศาสตร์โลก นวัตกรรมจำนวนมากกลับเกิดจากคนอายุน้อย หรือคนที่กล้าท้าทายความเชื่อเดิม ยิ่งเมื่อบุคคลเหล่านี้มีตำแหน่งสูง มีอำนาจในการให้ทุน การประเมินผลงาน หรือการกำหนดมาตรฐานวิชาการ ก็ยิ่งทำให้ระบบมีลักษณะ “ปิด” มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ปัญหาที่สองคือ “วิธีการ” ซึ่งในหลายครั้งถูกทำให้กลายเป็นพิธีกรรมมากกว่ากระบวนการสร้างองค์ความรู้ ระบบวิชาการไทยมักให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามแบบแผนมากจนเกินไป ตั้งแต่รูปแบบข้อเสนอโครงการ ขั้นตอนการวิจัย ไปจนถึงวิธีประเมินผลงาน สิ่งเหล่านี้มีข้อดีในแง่การรักษามาตรฐาน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นกรอบที่จำกัดจินตนาการและความกล้าในการทดลอง งานวิจัยจำนวนมากจึงกลายเป็นเพียง “incremental innovation” หรือการต่อยอดเล็กๆ น้อยๆ จากของเดิม มากกว่าจะเป็นการสร้างแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนเกมได้จริง
ข้อจำกัดของระบบทุนและความล่าช้าขององค์ความรู้
ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขของทุนวิจัยและระบบราชการยังทำให้นักวิจัยจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาไปกับ “การทำให้ถูกระเบียบ” มากกว่าการสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์สังคมทันเวลา หลายครั้งงานวิจัยที่สามารถช่วยตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างรวดเร็วกลับเกิดขึ้นยาก เพราะติดข้อกำหนดเชิงพิธีการที่ซับซ้อน ขณะที่โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน ทั้งเทคโนโลยี AI ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐกิจดิจิทัล ล้วนต้องการองค์ความรู้ที่ทันสถานการณ์มากกว่ารายงานที่เสร็จสมบูรณ์แต่ล้าสมัยไปแล้ว
ปัญหาสุดท้ายคือ “ผลลัพธ์” ของงานวิจัย ซึ่งมักถูกตีกรอบด้วย KPI แบบตายตัว เช่น จำนวนบทความ จำนวนงานตีพิมพ์ หรือจำนวนการอ้างอิง มากกว่าการวัดผลลัพธ์ที่แท้จริงต่อสังคม หลายโครงการจึงให้ความสำคัญกับตัวบุคคลและกระบวนการ มากกว่าคำถามสำคัญว่า “งานชิ้นนี้สร้างประโยชน์อะไรขึ้นจริงหรือไม่” แน่นอนว่าในระดับสากล งานวิจัยพื้นฐานจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนโดยไม่ต้องตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ เพราะอาจนำไปสู่การค้นพบสำคัญในอนาคตโดยไม่คาดคิด แต่ในอีกด้านหนึ่ง โลกปัจจุบันมีงานวิจัยถูกผลิตออกมามหาศาลถึงปีละหลายแสนชิ้น จนเกิดคำถามว่า มีงานจำนวนเท่าใดที่ถูกอ่าน ถูกนำไปใช้ หรือถูกต่อยอดจริง
ท้ายที่สุด ปัญหาของภาควิชาการไทยอาจไม่ใช่เรื่อง “ขาดคนเก่ง” หรือ “ขาดงบประมาณ” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเรื่องของโครงสร้างที่ทำให้คนเก่งไม่กล้าผิด วิธีการกลายเป็นพิธีกรรม และผลลัพธ์ถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขบนรายงาน หากภาควิชาการไทยต้องการสร้างองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง อาจจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้กับความคิดที่แตกต่าง ลดการยึดติดกับลำดับชั้น และหันกลับมาตั้งคำถามสำคัญที่สุดอีกครั้งว่า “งานวิชาการมีไว้เพื่ออะไร”



