thansettakij
thansettakij
SMR 300 MW ทางเลือกพลังงานไทย ถอดยุทธศาสตร์ ปส.–กฟผ. สู่ความมั่นคงพลังงาน

SMR 300 MW ทางเลือกพลังงานไทย ถอดยุทธศาสตร์ ปส.–กฟผ. สู่ความมั่นคงพลังงาน

27 ต.ค. 69 | 03:30 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ต.ค. 69 | 03:33 น.

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ SMR 300 MW ฝ่าวิกฤตราคาพลังงานโลก: ถอดรหัสการทำงานร่วมกันระหว่าง ปส. - กฟผ. ภายใต้กลไก คกก.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายพลังงานมั่นคงของไทย บทความโดย: นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คอลัมน์ เข็มทิศความปลอดภัยนิวเคลียร์

ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดโลกและวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักดันให้ประชาคมโลกหันกลับมาทบทวนบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่ามีกว่า 38 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เป็น 3 เท่าภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ขณะที่เพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย ต่างขยับขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เดินหน้าศึกษาโครงการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 300 เมกะวัตต์ (MWe) กรอบวงเงินลงทุนเบื้องต้นราว 60,000–70,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) โดยวางเป้าหมายเดินเครื่องโรงแรกภายในปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037) เพื่อสร้างเสถียรภาพค่าไฟฟ้า ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้า และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะองค์กรกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ ขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนว่า ปส. และ กฟผ. ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ภายใต้ร่มเงาของ คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส. ) ซึ่งกำกับดูแลเชิงนโยบายโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกก้าวย่างของการศึกษาและดำเนินโครงการ จะตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในระดับสากล

“บทวิเคราะห์ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์: SMR 300 MW กับเสถียรภาพค่าไฟคนไทย”

เมื่อเจาะลึกโครงสร้างเศรษฐศาสตร์พลังงาน การนำ SMR ขนาด 300 MW เข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย มอบประโยชน์เชิงโครงสร้างที่สำคัญ 3 ประการ

1. โครงสร้างต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพสูง (Fuel Price Independence) : แตกต่างจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินที่ต้นทุนค่าไฟผันผวนตามราคาตลาดโลก (คิดเป็นสัดส่วนเชื้อเพลิง 60-80% ของต้นทุนการผลิต) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีสัดส่วนต้นทุนเชื้อเพลิงยูเรเนียมเพียง 10-15% เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกจึงแทบไม่มีผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) ในระยะยาว

2. การจ่ายไฟฟ้าฐานสะอาดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Firm Clean Baseload) : SMR สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องโดยมีค่า Availability Factor สูงกว่า 90% โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบเป็นศูนย์ ตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายและ AI Data Centers ในพื้นที่ EEC

3. ระบบความปลอดภัยเชิงรับขั้นสูง (Inherent & Passive Safety Systems) : เทคโนโลยี SMR ยุคใหม่ถูกออกแบบให้หยุดการทำงานและระบายความร้อนตกค้างได้เองตามกฎธรรมชาติ (แรงโน้มถ่วง การพาความร้อนตามธรรมชาติ) โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอกหรือการสั่งการของผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ความเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรงอยู่ในระดับต่ำมาก

“การทำงานเชิงบูรณาการระหว่าง ปส. และ กฟผ.”

การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์จำเป็นต้องแยกบทบาทระหว่าง "หน่วยงานผู้พัฒนา/เดินเครื่อง (Operator)" และ "หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัย (Regulator)" ออกจากกันอย่างชัดเจนตามหลักการของ IAEA เพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองหน่วยงานทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดผ่านกลไกคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ:

  • การประเมินสถานที่ตั้งร่วมกับ IAEA (Site Evaluation & Infrastructure Readiness) : ขณะที่ กฟผ. อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และสำรวจพื้นที่ศักยภาพ ในขณะที่ ปส. ทำหน้าที่ยกร่างกฎเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยของสถานที่ตั้ง โดยอ้างอิงมาตรฐาน IAEA Safety Standards Series No. SSR-1 และเตรียมความพร้อมรับการตรวจประเมินโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (INIR Mission)
  • การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและระบบใบอนุญาต (Workforce & Licensing) : ปส. และ กฟผ. ร่วมมือกันในการวางแผนสร้างบุคลากรด้านเทคนิคนิวเคลียร์ โดย ปส. เตรียมระบบการออกใบอนุญาตผู้เดินเครื่อง (Reactor Operator: RO และ Senior Reactor Operator: SRO) เพื่อรองรับวิศวกร กฟผ. ที่จะเข้ารับการฝึกอบรมกับเครื่องจำลองสภาวะวิกฤต (Full-Scope Simulator)
  • กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Engagement) : ปส. และ กฟผ. ร่วมกันวางแผนสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก ให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการกากกัมมันตรังสีและระดับความปลอดภัย เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ศึกษามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

“ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อประเทศโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ“

เพื่อให้การเตรียมความพร้อมโครงการ SMR 300 MW ในแผน PDP 2026 ดำเนินไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ประชาชน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเสนอชุดยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย 4 ประการดังนี้

1. ยุทธศาสตร์จัดตั้งคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อนโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์ระดับชาติ (National Nuclear Energy Program Implementing Mechanism: NEPIO)

2. ยุทธศาสตร์พัฒนากรอบการอนุมัติใบอนุญาตล่วงหน้าสำหรับเทคโนโลยี SMR (SMR Pre-Licensing & Vendor Design Review)

  • ปส. ขณะนี้ดำเนินการตรากฎระเบียบว่าด้วยกระบวนการประเมินการออกแบบล่วงหน้า (Vendor Design Review: VDR) สำหรับเทคโนโลยี SMR ขนาด 300 MWe เพื่อทำการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่ กฟผ. คัดเลือก ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลระดับสากล (เช่น U.S. NRC หรือ CNSC) ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างจริง ช่วยลดระยะเวลาและสร้างความแน่นอนให้กับโครงการ

3. ยุทธศาสตร์จัดทำแผนแม่บทการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากกัมมันตรังสีแห่งชาติ (National Spent Fuel & Radioactive Waste Management Policy)

  • ปส. ได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และ กฟผ. จัดทำแผนยุทธศาสตร์วงจรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อย่างครบวงจร (Cradle-to-Grave Strategy) รวมถึงการจัดตั้งกองทุนการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและการรื้อถอน (Decommissioning & Waste Fund) เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าจะไม่มีการทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง

4. ยุทธศาสตร์สื่อสารวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และการสร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่ EEC และพื้นที่นำร่อง (Proactive Public Deliberation & Regional Engagement)

  • จัดตั้งศูนย์ข้อมูลและสื่อสารความปลอดภัยนิวเคลียร์ร่วมระหว่าง ปส. และ กฟผ. ในพื้นที่เป้าหมายการศึกษา เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลเชิงวิศวกรรมความปลอดภัยอย่างตรงไปตรงมา

บทสรุป

การศึกษาโครงการ SMR ขนาด 300 MW ของ กฟผ. ภายใต้กรอบ PDP 2026 ถือเป็นก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทยในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกและเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนว่า เราจะทำหน้าที่เป็น "หลักประกันความปลอดภัยของคนไทย" โดยกำกับดูแลทุกขั้นตอนอย่างอิสระ เข้มงวด และทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานพันธมิตรอย่างเป็นระบบ เพื่อนำพานวัตกรรมพลังงานสะอาดมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ขอขอบคุณข้อมูลทางวิชาการและแนวคิดด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (คปส.)

เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์ (References)
1. International Atomic Energy Agency (IAEA). (2025–2026). Advances in Small Modular Reactor Technology Developments (A Supplement to IAEA Advanced Reactors Information System - ARIS). IAEA, Vienna.
2. Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT). (2026). Feasibility and Site Assessment Framework for Small Modular Reactor (SMR) 300 MWe under the National Power Development Plan (PDP 2026). Nonthaburi, Thailand.
3. International Atomic Energy Agency (IAEA). (2025). Milestones in the Development of a National Infrastructure for Nuclear Power (IAEA Nuclear Energy Series No. NG-G-3.1 Rev. 1). IAEA, Vienna.
4. Office of Atoms for Peace (OAP). (2026). National Safety Regulatory Framework and SMR Licensing Roadmap under the Atomic Energy for Peace Act. Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation, Thailand.