
IMF–World Bank 2569 ชี้เศรษฐกิจโลกโต 3.1% สนค.แนะไทยใช้ AI เพิ่มขีดแข่งขัน
สนค.ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกจากเวที IMF–World Bank คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 3.1% ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน เปิดโอกาสไทยต่อยอดการส่งออก ดึงดูดการลงทุน
KEY
POINTS
- IMF และ World Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 3.1% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- สนค. แนะให้ไทยใช้ประโยชน์จากกระแส AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยต่อยอดจากศักยภาพการเป็นฐานการผลิตและส่งออกฮาร์ดแวร์สำหรับ AI ที่สำคัญของโลก
- เสนอแนวคิด “Small AI” ซึ่งเป็น AI ที่มีต้นทุนเหมาะสมและใช้งานง่าย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs นำไปใช้เพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้า
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกจากการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่นและมีโอกาสเติบโต แม้เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงด้านการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
โดยการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดการส่งออกและดึงดูดการลงทุน
ขณะเดียวกันควรเร่งยกระดับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างทั่วถึง ผ่านแนวคิด “Small AI” หรือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้าน มีต้นทุนเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้าในระยะยาว เพื่อกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการในวงกว้าง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า จากการประเมินผลการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร
โดยสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความยืดหยุ่น แต่เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงด้านการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ทั้งนี้ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.1% ในปี 2569 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 หนุนโดยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ซึ่งผลักดันให้การค้าโลกขยายตัวสูงถึง 8.3% ในช่วงปี 2566–2568 เปิดโอกาสให้ประเทศที่พร้อมปรับตัวสามารถเติบโตไปกับกระแสเทคโนโลยีนี้ได้
สำหรับไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยไทยอยู่ในกลุ่ม 4 เศรษฐกิจที่มีการส่งออกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับ AI ต่อ GDP สูงที่สุด ร่วมกับเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก
IMF คาด GDP ไทยปี 69-70 โต 2.1% แนะเร่งยกระดับภาคผลิต
อย่างไรก็ดี IMF คาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 และ 2570 เติบโตที่ 2.1% ซึ่งยังมีช่องว่างในการยกระดับการเติบโตเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศและเศรษฐกิจในภูมิภาค ดังนั้น ไทยจึงควรต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตและการส่งออก ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก
ยอดลงทุน AI ไตรมาส 2 ทะลุ 1.27 แสนล้าน
ในด้านการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ไทยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแส AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเดือนกันยายน 2569 อาทิ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัว 117.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 59.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน
- แผงวงจรไฟฟ้า 45.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 34.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน
- หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 32.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน สะท้อนโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก
โดยสอดคล้องกับมูลค่าเงินลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในช่วงเวลานี้ และเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย อย่างไรก็ตาม การทำให้โอกาสดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง จำเป็นต้องส่งเสริมการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย
การพัฒนาทักษะบุคลากร และการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้มากขึ้น
กาง 3 แนวทางกระทรวงพาณิชย์ ผลักดัน Small AI สู่ภาคธุรกิจ
ประเด็นสำคัญจากการประชุมคือแนวคิด “Small AI: More and Better Jobs” ที่ธนาคารโลกผลักดัน เพื่อส่งเสริมการนำ AI ที่มีต้นทุนเหมาะสม ใช้งานง่าย และตอบโจทย์เฉพาะด้าน มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงได้ในวงกว้าง แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศไทย
โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร และการเข้าถึงเทคโนโลยี การนำ Small AI มาใช้จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ แต่สามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การคาดการณ์ความต้องการสินค้า การจัดการคำสั่งซื้อ การพัฒนาข้อมูลผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศ
ในส่วนของแนวทางส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ Small AI ของกระทรวงพาณิชย์ สามารถดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่
1. ส่งเสริมการใช้ AI ใน SMEs: สนับสนุนเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและมีต้นทุนเหมาะสม พร้อมให้ความรู้ด้านการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้าดิจิทัล เช่น การใช้ Small AI ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
2. พัฒนาผู้ประกอบการไทยที่สร้าง Small AI: เชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยกับ SMEs เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและการค้า เช่น AI สำหรับประเมินผลผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยวในภาคการเกษตร AI สำหรับวางแผนการผลิตและคาดการณ์วัตถุดิบที่ต้องใช้ในโรงงานแปรรูปและผู้ผลิต AI
สำหรับวางแผนการจัดส่งและจัดการสินค้าคงคลังของผู้ขนส่ง/ผู้กระจายสินค้า AI สำหรับวิเคราะห์ความต้องการตลาดและประสานคำสั่งซื้อของผู้ส่งออก/ผู้ซื้อในต่างประเทศ
3. ใช้ Small AI เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับห่วงโซ่อุปทาน: ผ่านข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค และมาตรการทางการค้า พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้นำเข้าและช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อวางแผนการทำธุรกิจและสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการของไทย
นายนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การต่อยอดประเด็นจากการประชุม IMF-World Bank ควรเชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคเข้ากับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก Small AI อย่างทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุนของ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน





