thansettakij
thansettakij
การจัดประชุมประจำปี IMF และ World Bank ที่ยิ่งใหญ่ของไทย

การจัดประชุมประจำปี IMF และ World Bank ที่ยิ่งใหญ่ของไทย

26 ต.ค. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ต.ค. 69 | 09:23 น.

การจัดประชุมประจำปี IMF และ World Bank ที่ยิ่งใหญ่ของไทย คอลัมน์บ้านเมืองของเรา โดยสมหมาย ภาษี


การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และธนาคารโลก หรือ World Bank ที่ไทยในช่วงวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2026 มีผู้เข้าร่วมรวมทั้งนักข่าวถึง 19,000 คน ก็จบลงด้วยความประทับใจอย่างมากของบรรดาสมาชิกทั้ง 191 ประเทศ จากฝีมือการจัดของรัฐบาลไทย

ผู้เข้าร่วมประชุมหลัก ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก เช่น เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งเป็นประธานเฟด (Federal Reserve) ที่ทรงพลังของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจเอกชนใหญ่ๆจากนานาประเทศได้เข้าร่วมในงานนี้จำนวนมาก

คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าการประชุมครั้งนี้ประเทศไทยจัดได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ผมเองได้เคยเข้าร่วมในการประชุม IMF และ World Bank ซึ่งปกติจะประชุมประจำปีที่สำนักงานใหญ่ที่ Washington D.C. 2 ปี แล้วไปจัดประชุมในประเทศสมาชิก 1 ปี สลับอยู่อย่างนี้ โดยผมได้เข้าไปร่วมเพราะทำงานอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ในการประชุมที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีตะวันตก ประมาณปี 1988 (สมัยนั้นเยอรมนียังแบ่งเป็น 2 ประเทศ)

แล้วต่อมาในปี 1991 หรือเมื่อ 35 ปีมาแล้ว ก็ได้มีการจัดการประชุมประจำปีของ 2 สถาบันการเงินนี้เป็นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งผมได้สัมผัสการทำงานในฐานะประเทศเจ้าภาพด้วย ผู้ใหญ่ของไทยที่รับผิดชอบหลักในการจัดครั้งนั้น คือ ท่านปลัดกระทรวงการคลัง ดร. พนัส สิมะเสถียร ไทยเราก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน แต่จัดแบบวิธีเก่าๆ โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำเองทุกอย่าง ใช้งบประมาณไม่ถึง 100 ล้านบาท

 

แต่ครั้งนี้ทราบว่าเราจัดโดยการจ้างเอกชนไทยมาจัดแทบทุกด้าน ที่เรียกว่า Outsource เราก็จัดได้อย่างยิ่งใหญ่สุดยอด ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่มีประเทศไหนจัดได้อย่างไทยเรา แต่ใช้งบประมาณถึงราว 1,200 ล้านบาท ผมขอสรุปสิ่งที่ได้เห็นได้ฟังที่สำคัญและสิ่งที่รัฐบาลไทยได้เรียนรู้ ให้คนไทยทั่วไปทราบ ดังต่อไปนี้ 

1. บุคคลเด่นที่บรรดาสื่อให้ความสนใจมากในการประชุมครั้งนี้

การประชุม IMF และ World Bank ในปีนี้นอกจากมีพนักงานระดับแนวหน้าของสองสถาบันแล้ว ยังมีผู้รู้จริงเรื่องเศรษฐกิจและการเงินการคลังมากได้เข้าร่วมด้วย ที่ได้รับความสนใจมาก คือ กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่เป็นสุภาพสตรี ชาวบัลแกเรีย ที่ชื่อ คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) แต่ประธานธนาคารโลก ชาวอินเดีย ที่ชื่อ อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) กลับไม่ได้มีบทบาทสักเท่าใด

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาหนักและมีการเปลี่ยนแปลงมากเป็นรายสัปดาห์ คือ ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ผันผวน ค่าของเงินตราสกุลใหญ่ที่ไม่เสถียร ผลตอบแทนของพันธบัตรของประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ IMF ได้เฝ้ามองตาไม่กระพริบ และได้นำข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์สดๆถึงบ้านของเรา ซึ่งนับว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่เราได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้

สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิกผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งใน IMF และ WB คือสหรัฐอเมริกา นั้น ที่น่าสนใจ คือ ประธานเฟดหนุ่มหล่อที่ชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เพราะเป็นผู้มีอิทธิพลมากต่อการกำหนดและชี้นำอัตราดอกเบี้ยสกุลดอลลาร์สหรัฐ ภาวะการเงินและการลงทุนระดับโลก

 

สำหรับประเทศไทยบุคคลที่เป็นจุดสนใจของผู้เข้าประชุมและสื่อ ก็คือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับท่านวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นผู้แทนของไทยที่มีโอกาสเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นและรับรู้แนวทางที่ผู้บริหารของไทยจะต้องดำเนินการต่อยอด หรือตัดแต่งใบ รวมทั้งพรวนดินรดน้ำ “ต้นไม้สยาม” ที่ใบเหี่ยวแห้งร่วงหล่นจนเหมือนกับจะยืนตายให้เห็นในไม่ช้าไม่นานจากนี้ ซึ่งนี่จะเป็นภารกิจการทำงานเพื่อชาติที่แท้จริง

2. พิมพ์เขียว “Bangkok Blueprint” ที่ได้รับความเห็นชอบอย่างท่วมท้น 

พิมพ์เขียวเรื่องนี้ได้นำเสนอให้ที่ประชุม IMF-World Bank พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยผู้แทนประเทศไทยที่เป็นประเทศเจ้าภาพ ซึ่งปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งนี้เพราะ Bangkok Blueprint นี้จะใช้เป็นกรอบการทำงานในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน (Fraud Resilient) ให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล 
ตัวพิมพ์เขียวนี้ได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีให้สามารถสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

โดยคาดหวังได้ว่าองค์กรระหว่างประเทศจะนำกรอบการทำงานที่ได้เริ่มต้นในกรุงเทพฯ นี้ ไปสานต่อสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันไปสู่การปฏิบัติที่ดีและเสริมสร้างระบบป้องกันการฉ้อโกงไว้ด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำเป็นเอกสารแนวปฏิบัติไว้เรียกว่า “Blueprint in Action : Regional Experience and Policy Lessons for Fraud Resilient Financial Services”

3. ข้อเสนอหลักสำคัญๆที่ได้มีการเสนอแนะให้ประเทศสมาชิกนำไปพิจารณาทำในสิ่งที่เหมาะสมเพื่อความก้าวหน้าที่มากขึ้น

เรื่องที่มีการพูดกันมากในช่วงของการประชุม IMF-World Bank ในครั้งนี้คือการพูดถึงความสำคัญของ AI ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า AI ต้องเข้ามาในทุกเรื่องในโลกนี้ (AI in All) และไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็เข้าไปอยู่ใน AI ได้ทั้งนั้น (All in AI) ทุกประเทศจึงต้องหาวิธีลงทุนและเลือกใช้ AI ให้เกิดประโยชน์

เวทีการประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้มีการจัดเวทีพูดเรื่อง AI มาก ที่สำคัญคือวาระเรื่อง Small AI More and Better Jobs ที่มีผู้ร่วมนำเสนอ 3 คน คือ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก, Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF 

พวกเขาพูดกันว่า AI มีสองประเภท คือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ คือ LLM (Large Language Model) ที่กังวลกันว่าจะมาแย่งงานมนุษย์ ซึ่งจะเป็นไปได้แน่ แต่โมเดลขนาดเล็ก หรือ Small AI จะมีประสิทธิภาพสูงในการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชีวิตจริงตั้งแต่โรงเรียน ครู บุคลากร สาธารณสุข จนถึงเกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะเป็นโอกาสอย่างมากในการเพิ่มผลิตผลและสร้างงานใหม่

โดยมีโอกาสในการสร้างงานใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาใน 3 ภาคส่วน คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคพลังงานสีเขียว และภาคสาธารณสุข นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยผู้ประกอบการรายเล็กให้เข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้ง่ายขึ้น เป็นการสนับสนุนบริษัทที่เริ่มต้นจากคนเดียว (One-Person Company) ก่อนที่จะขยายตัวเมื่อธุรกิจเติบโต

เรื่องสำคัญซึ่งที่เวทีประชุมเน้นมาก คือ ต้องปรับปรุงระบบการศึกษาโดยเร็ว โดยระบบต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบใดแบบหนึ่ง ระบบการศึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว ทั้งนี้ รัฐบาลต้องทบทวนระบบการศึกษา เพื่อเตรียมคนให้พร้อมกับโลก AI

ผู้ร่วมพูดทั้งสามที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนได้สรุปว่า ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI แต่เทคโนโลยีก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโลกแล้ว เชื่อว่าหากประเทศต่างๆมีความพร้อม AI ก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ผู้คนเข้าถึงได้ ไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือ

4. การบริหารงานภาครัฐที่อ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปราะบางจนสถาบันการเงินระหว่างประเทศเป็นห่วง

ในโอกาสที่ได้จัดประชุมประจำปีของ IMF-World Bank ครั้งนี้ มีเวทีการหารือของ IMF เช้าวันที่ 14 ตุลาคมนี้ คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงชะตากรรมของเศรษฐกิจโลก และได้พาดพิงถึงไทยอย่างมีนัยที่สำคัญมาก ซึ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า IMF เขารู้ถึงไส้ในของไทยหมดทุกเรื่อง ซึ่งจะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้

เริ่มต้นกรรมการผู้จัดการ IMF ก็สอนว่าก่อนที่รัฐบาลจะฝันถึงการเติบโตของเศรษฐกิจที่ฟู่ฟ่า (คงจะหมายถึงโครงการแลนด์บริดจ์ในภาคใต้) ควรจะหันมามองจุดอ่อนของตัวเองก่อน โดยเฉพาะด้านพื้นที่ทางการคลังภาครัฐที่มีอยู่น้อยมากแล้ว ไม่เช่นนั้นจะรับกับความเปราะบางลำบาก ซึ่งขณะนี้ไทยมีความเปราะบางด้านพลังงานที่กำลังกระทบด้านเงินเฟ้อและของแพง เป็นต้น

คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF รวมทั้งทีมของเธอที่ดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกคนรู้ปัญหาหนักๆของไทยดีมาก ได้แจกแจงปัญหาด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของระบบเศรษฐกิจไทยที่เรียกว่าสัญญาณอันตรายไว้ 6 เรื่อง ดังนี้

(1) ต้นทุนการกู้ยืมเงินของไทยกำลังจะแพงขึ้น แต่รัฐบาลไทยกลับสนุกสนานกับการกู้เงินมาแจกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นการสร้างหนี้สาธารณะโดยไม่คิดจะสร้างรายได้ใหม่ ภาระดอกเบี้ยจะหนักมากขึ้นโดยเร็ว ซึ่งในที่สุดก็จะตกเป็นภาระภาษีของประชาชน

(2) ขณะที่บอนด์ยีลของการกู้เงินระยะยาวสูงทั่วโลก ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลก็จะมีแนวโน้มค้างสูงไปอีกนานด้วย ก็คือเงินที่รัฐบาลจะกู้จากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเจอกับค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ที่แพงขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ภาระค่าดอกเบี้ยของรัฐบาลไทยและเอกชนไทยก็จะสูงมากขึ้น

(3) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ยของไทยรั้งท้ายภูมิภาคอาเซียนเป็นเวลานานมากแล้ว ในขณะที่รัฐบาลไทยไม่ได้ทำอะไรที่เด่นชัด มัวแต่จัดอีเวนต์โปรโมทซอฟพาวเวอร์แบบฉาบฉวย และพึ่งพาแต่การส่งออกแบบเดิมๆที่ล้าหลังไปแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก 

(4) มีการตกขบวนการค้าในกลุ่มอาเซียน ตลาดค่อนข้างใหญ่โดนชาติอื่นแย่งการเป็นท็อป 5 คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ส่วนไทยอยู่แค่อันดับ 10 ยิ่งกว่านั้น การลงทุนของไทยในอาเซียนก็น้อยด้วย ปล่อยให้นักลงทุนนอกภูมิภาคมาลงทุนเพื่อโกยผลประโยชน์ในอาเซียนแทน สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ตีบตันของไทยมาก การค้าภายในอาเซียนกันเองอยู่ที่ 22% แต่ในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 60% 

(5) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากเงินทุนไหลออกจากการปรับปรุงของหุ้นกลุ่ม AI ซึ่งต่างชาติอาจเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย แต่ไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นชิ้นเป็นอันให้โลกเขาลงทุน ก็จะมีเงินที่ลงทุนอยู่แล้วโดยต่างชาติไหลออก

(6) การที่ไทยไม่มีเงินลงทุนเป็นกันชน พื้นที่การคลังของไทยถูกรัฐบาลนำไปละลายแม่น้ำกับโครงการแจกเงินจนแทบไม่เหลือ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจลูกใหม่หรือการแตกหักในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก รัฐบาลไทยจะไม่มีเงินก้นถุงไว้เยียวยา

คำแนะนำทั้ง 6 ข้อของ IMF สรุปได้ว่า ขณะที่โลกเขากำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีและวินัยการเงิน แต่ประเทศไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาลต่างกรรมต่างวาระกำลังเดินถอยหลังด้วยหนี้สินก้อนโต ประชานิยมชั่วครู่ชั่วยาม และการขาดวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง

เป็นที่น่าสังเกตว่า IMF ได้ชี้แนะประเทศไทยเราในจุดที่แย่ๆที่เถียงไม่ขึ้นทั้งนั้น แต่ด้วยความที่เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูง IMF จึงไม่ได้แตะต้องหรือเอ่ยถึงจุดอันตรายสุดๆที่ฉุดรั้งประเทศให้โตไม่ได้ ซึ่งฝังรากลึกในประเทศไทยมานานเต็มทีแล้ว 2 ประการ คือ 

การทุจริตคอร์รัปชันที่มีดกดื่นไม่เสื่อมถอย และการเมืองที่มุ่งแต่การใฝ่หาอำนาจและผลโยชน์เข้าพรรคเข้าพวก ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่ของไทยถือเป็นคาถาบริหารประเทศอยู่ตลอดมา