thansettakij
thansettakij
Quantum Computing คืออะไร? ทำไมโลกกำลังเดิมพันกับคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต

Quantum Computing คืออะไร? ทำไมโลกกำลังเดิมพันกับคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต

24 ส.ค. 69 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ส.ค. 69 | 06:29 น.

Quantum Computing คืออะไร? ทำไมโลกกำลังเดิมพันกับคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดี วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

หาก Artificial Intelligence หรือ AI คือเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกในวันนี้ Quantum Computing อาจเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยน “ขอบเขตของสิ่งที่คอมพิวเตอร์สามารถคำนวณได้” ในอนาคต

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกของคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้นจากหลักการพื้นฐานเดียวกัน คือการประมวลผลข้อมูลด้วย Bit ซึ่งมีค่าเป็น 0 หรือ 1 ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ตโฟน Supercomputer หรือ AI Data Center มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานดังกล่าว

แต่ Quantum Computer แตกต่างออกไป

มันไม่ได้พยายามเพียงสร้างชิปที่เร็วกว่าเดิม แต่กำลังเปลี่ยน “หน่วยพื้นฐานของการคำนวณ” จาก Bit ไปสู่ Quantum Bit หรือ Qubit และใช้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมมาช่วยในการประมวลผล

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกกำลังลงทุนใน Quantum Computing แม้เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

จาก Bit สู่ Qubit

คอมพิวเตอร์ทั่วไปเก็บข้อมูลด้วย Bit ซึ่งอยู่ในสถานะ 0 หรือ 1 แต่ Qubit สามารถอยู่ในสถานะผสมของ 0 และ 1 ได้ก่อนการวัด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Superposition

อย่างไรก็ตาม การอธิบายว่า Qubit เป็น “0 และ 1 พร้อมกัน” เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิด เพราะความได้เปรียบของ Quantum Computing ไม่ได้เกิดจากการทดลองคำตอบทุกคำตอบพร้อมกันอย่างง่าย ๆ

หัวใจสำคัญอยู่ที่การออกแบบ Quantum Algorithm ให้ควบคุม Quantum Interference เพื่อเพิ่มความน่าจะเป็นของคำตอบที่ต้องการและหักล้างคำตอบที่ไม่ต้องการ

ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์

นอกจากนี้ Qubit หลายตัวสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางควอนตัมที่เรียกว่า Entanglement ซึ่งทำให้ระบบสามารถสร้างสถานะการคำนวณที่ซับซ้อนอย่างที่ระบบ Classical ทำได้ยากในบางปัญหา

เมื่อ Superposition, Entanglement และ Interference ถูกนำมาใช้ร่วมกันอย่างถูกต้อง จึงเกิดรูปแบบการคำนวณใหม่ที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง

Quantum Computer เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปทุกอย่างหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่

Quantum Computer ไม่ใช่ Supercomputer ที่ทำทุกอย่างเร็วขึ้นหลายล้านเท่า และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทน Notebook, Smartphone หรือ Data Center

การเปิดเว็บไซต์ ทำบัญชี เล่นเกม ประมวลผลฐานข้อมูล หรือแม้แต่การฝึก AI จำนวนมาก ยังเหมาะกับ CPU และ GPU มากกว่า

ความสำคัญของ Quantum Computing คือ มีปัญหาบางประเภทที่ Classical Computer ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้น แต่ Quantum Algorithm บางประเภทอาจสามารถจัดการโครงสร้างของปัญหาเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพกว่าอย่างมาก

ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือ Shor’s Algorithm สำหรับการแยกตัวประกอบจำนวนเต็ม ซึ่งหากมี Quantum Computer ที่ใหญ่และแก้ไขข้อผิดพลาดได้เพียงพอ จะสร้างผลกระทบโดยตรงต่อระบบ Public-key Cryptography บางประเภทที่โลกใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

อีกตัวอย่างคือ Grover’s Algorithm ซึ่งสามารถให้ความได้เปรียบเชิงกำลังสองในการค้นหาข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้างบางประเภท

แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมให้ความสนใจมากกว่านั้น คือการนำ Quantum Computing ไปจัดการกับปัญหาทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง

ทำไมอุตสาหกรรมยาถึงสนใจ Quantum Computing?

ธรรมชาติในระดับอะตอมและโมเลกุลทำงานตามกฎของ Quantum Mechanics อยู่แล้ว

ปัญหาคือ เมื่อเราพยายามใช้ Classical Computer จำลองระบบควอนตัมที่มีอนุภาคจำนวนมาก ความซับซ้อนของการคำนวณสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Quantum Computer จึงมีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือสำหรับ Quantum Simulation

ในอนาคตอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิกิริยาเคมี และคุณสมบัติของโมเลกุลได้ละเอียดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นคว้ายา วัสดุใหม่ ตัวเร่งปฏิกิริยา และกระบวนการทางเคมีที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ลองจินตนาการว่าแทนที่จะต้องทดลองสารประกอบจำนวนมหาศาลในห้องปฏิบัติการ เราสามารถคัดเลือก Candidate ที่มีศักยภาพสูงด้วยการคำนวณก่อนเข้าสู่การทดลองจริงได้ดีขึ้น

หากทำได้ในระดับอุตสาหกรรม ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจมหาศาล

จากแบตเตอรี่สู่พลังงานสะอาด

อีกพื้นที่ที่น่าจับตามองคือ Material Science โลกกำลังต้องการวัสดุใหม่สำหรับ Battery, Semiconductor, Solar Cell, Hydrogen, Carbon Capture และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

การค้นหาวัสดุใหม่จำนวนมากเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของอิเล็กตรอนในระดับควอนตัม

หาก Quantum Computer สามารถจำลองวัสดุและปฏิกิริยาเคมีที่ Classical Computer จัดการได้ยาก เราอาจสามารถค้นพบวัสดุแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงขึ้น วัสดุสำหรับกักเก็บพลังงาน หรือตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น Quantum Computing จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถเชื่อมโยงโดยตรงกับ Energy Transition และ Net Zero

Optimization เมื่อโลกมีตัวเลือกมากเกินไป

อีกกลุ่มปัญหาที่ถูกจับตามองคือ Optimization

ในชีวิตจริงมีปัญหาจำนวนมากที่ไม่ได้ยากเพราะคำนวณสมการไม่ได้ แต่ยากเพราะมี “จำนวนทางเลือก” มากเกินไป เช่น การวางเส้นทางขนส่งสินค้าหลายพันจุด การจัดตารางการบิน การจัด Portfolio ทางการเงิน การบริหาร Supply Chain หรือการวางแผนระบบไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน Battery และผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล

เมื่อจำนวนตัวแปรเพิ่มขึ้น จำนวนความเป็นไปได้อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Quantum Computing และ Quantum-inspired Optimization จึงถูกศึกษาว่าอาจช่วยค้นหาคำตอบที่ดีสำหรับปัญหาบางประเภทได้

อย่างไรก็ตาม ต้องเน้นว่า Optimization ไม่ได้หมายความว่า Quantum จะเหนือกว่า Classical โดยอัตโนมัติ หลายกรณียังอยู่ในขั้นวิจัยและต้องแข่งขันกับ Classical Algorithm ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Quantum + AI อาจเป็นอีกสมรภูมิสำคัญ

AI กำลังผลักดันความต้องการ Computing Power อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ AI ในปัจจุบันทำงานอยู่บน Classical Computing Infrastructure โดยเฉพาะ GPU และ Accelerator จำนวนมหาศาล

ในอนาคต Quantum Computing อาจเข้ามาเป็น Accelerator สำหรับงานเฉพาะบางประเภท เช่น Optimization, Sampling หรือการคำนวณโครงสร้างทางคณิตศาสตร์บางรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับ Machine Learning

จึงเกิดสาขาที่เรียกว่า Quantum Machine Learning

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรตีความว่า Quantum Computer กำลังจะมาแทน GPU

ภาพที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือ CPU + GPU + AI Accelerator + Quantum Processor ทำงานร่วมกันในลักษณะ Hybrid Computing

Classical Computer จะยังคงรับผิดชอบงานส่วนใหญ่ ขณะที่ Quantum Processing Unit หรือ QPU จะถูกเรียกใช้เฉพาะงานที่เหมาะสม คล้ายกับการที่ GPU ในวันนี้ถูกใช้เป็น Accelerator สำหรับ AI

ปัญหาใหญ่ที่สุดของ Quantum Computer คือ “ความเปราะบาง”

แม้ศักยภาพจะสูง แต่การสร้าง Quantum Computer ที่ใช้งานจริงเป็นเรื่องยากมาก

Qubit มีความไวต่อสภาพแวดล้อมอย่างยิ่ง ความร้อน การสั่นสะเทือน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และ Noise สามารถรบกวนสถานะควอนตัมและทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้

Quantum Computer บางสถาปัตยกรรม เช่น Superconducting Qubit จึงต้องทำงานภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำมากใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ โดยใช้ระบบ Dilution Refrigerator

ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราสร้าง Qubit ได้กี่ตัว?” แต่ต้องถามต่อว่า

“Qubit เหล่านั้นมีคุณภาพเพียงใด?”

“Error Rate ต่ำแค่ไหน?”

“สามารถรักษา Quantum State ได้นานเท่าไร?”

และที่สำคัญที่สุด

“สามารถสร้าง Logical Qubit ที่ผ่าน Quantum Error Correction ได้กี่ตัว?”

Physical Qubit กับ Logical Qubit ต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมากในการทำความเข้าใจการแข่งขัน Quantum Computing

Physical Qubit คือ Qubit ทางกายภาพที่สร้างขึ้นใน Hardware แต่ Physical Qubit มี Error สูงเกินไปสำหรับการคำนวณขนาดใหญ่ที่ต้องทำ Quantum Operation จำนวนมาก

จึงต้องใช้ Physical Qubit หลายตัวร่วมกันผ่านระบบ Quantum Error Correction เพื่อสร้าง Qubit ที่มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น เรียกว่า Logical Qubit

ดังนั้นในอนาคตการแข่งขันของ Quantum Computer อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมี Qubit มากที่สุด แต่ต้องดูว่าใครสามารถสร้าง Fault-Tolerant Quantum Computer

ที่มี Logical Qubit คุณภาพสูงและสามารถรัน Algorithm ที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริงก่อนกัน

นี่อาจเป็นเส้นชัยที่แท้จริงของการแข่งขัน Quantum Computing

แล้วทำไมโลกต้องรีบลงทุนตั้งแต่วันนี้?

เหตุผลคือ Quantum Computing ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันด้าน ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอำนาจทางเทคโนโลยี

ประเทศที่ครอบครอง Quantum Technology อาจมีความได้เปรียบในด้านยา วัสดุ พลังงาน การเงิน การผลิตขั้นสูง และ Cybersecurity โดยเฉพาะประเด็น Cryptography

Quantum Computer ขนาดใหญ่ในอนาคตอาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบเข้ารหัส Public-key บางประเภทที่ใช้กันแพร่หลายในระบบการเงิน รัฐบาล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ด้วยเหตุนี้ โลกจึงเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ Post-Quantum Cryptography หรือ PQC ตั้งแต่ก่อนที่ Quantum Computer ระดับดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

เพราะข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในวันนี้อาจถูกผู้ไม่หวังดีเก็บไว้ แล้วรอถอดรหัสในอนาคต แนวคิดนี้มักเรียกว่า Harvest Now, Decrypt Later

ดังนั้น Quantum Readiness จึงไม่ใช่เรื่องที่องค์กรควรรอจน Quantum Computer สมบูรณ์แล้วจึงเริ่มเตรียมตัว

ประเทศไทยควรเริ่มจากตรงไหน?

ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการแข่งขันสร้าง Quantum Computer ที่มี Qubit มากที่สุดในโลก เพราะต้องใช้เงินลงทุน บุคลากร และระบบนิเวศวิจัยมหาศาล

แต่เราควรเริ่มสร้าง Quantum Ecosystem ตั้งแต่วันนี้

มหาวิทยาลัยควรสร้างบุคลากรที่เข้าใจ Quantum Physics, Computer Science, Mathematics, Electronics และ Cryogenic Engineering ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมควรเริ่มทดลอง Quantum Algorithm และ Hybrid Quantum-Classical Computing กับโจทย์จริงของประเทศ

ภาครัฐและอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญควรเร่งวาง Roadmap สำหรับ Post-Quantum Cryptography

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเลือกสร้างความเชี่ยวชาญใน Use Case ที่เรามีฐานอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น Energy Optimization, Petrochemical, Advanced Materials, Logistics, Healthcare, Finance และ AI Infrastructure

เพราะการแข่งขัน Quantum ไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่า

“ประเทศไทยสร้าง Quantum Computer เองได้หรือไม่?”

แต่ควรถามว่า

“เมื่อ Quantum Computing พร้อมใช้งาน ประเทศไทยมีคน มี Algorithm มี Use Case และมีอุตสาหกรรมที่พร้อมใช้มันหรือยัง?”

Quantum Computing อาจไม่มาแทนคอมพิวเตอร์ แต่จะเปลี่ยนความหมายของคำว่า “คำนวณได้”

ในประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี Mainframe ไม่ได้หายไปเมื่อ Personal Computer เกิดขึ้น และ CPU ก็ไม่ได้หายไปเมื่อ GPU กลายเป็นหัวใจของ AI

Quantum Computer ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน

มันอาจไม่มาแทน Classical Computer แต่จะกลายเป็น Specialized Computing Infrastructure สำหรับปัญหาบางประเภทที่ยากอย่างยิ่งสำหรับเครื่องจักรในปัจจุบัน

วันนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า Quantum Computing จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อใด หรือสถาปัตยกรรมใดจะกลายเป็นผู้ชนะในระยะยาว

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชัดเจนแล้วคือ ประเทศและบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกไม่ต้องการเสี่ยงกับการ “มาช้าเกินไป” เพราะหาก AI คือการแข่งขันเพื่อสร้างเครื่องจักรที่สามารถ เรียนรู้และสร้างสรรค์ได้มากขึ้น

Quantum Computing คือการแข่งขันเพื่อขยายขอบเขตว่า

“ปัญหาอะไรบ้างที่มนุษย์สามารถคำนวณได้”

และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมโลกจึงกำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับ คอมพิวเตอร์แห่งอนาคต