thansettakij
thansettakij
สร้างสังคมที่สูงวัย อย่างมั่นคง

สร้างสังคมที่สูงวัย อย่างมั่นคง

การออมวันนี้ คือความมั่นคงของชีวิต คนไทย “ความท้าทายของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่คือการทำอย่างไรให้ทุกคนมีอายุยืนอย่างมีเงินใช้ มีทางเลือก และมีศักดิ์ศรี” คอลัมน์เศรษฐ-สะกิด โดย ดร.เพ็ชร ชินบุตร

ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์

คนไทยมีอายุยืนขึ้น ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง จำนวนคนวัยทำงานลดลง และจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิ่งเหล่านี้เป็นความสำเร็จของการพัฒนาประเทศในด้านหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือ

เมื่อเราอายุยืนขึ้น เรามีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณ การทำงานได้นานขึ้นหรือไม่? และมีชีวิตหลังเกษียณที่มีศักดิ์ศรี ได้แค่ไหน?

นี่คือเหตุผลที่เรื่อง “การออมเพื่อวัยเกษียณ” ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องการเงินส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็น วาระแห่งชาติด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง “แก่ก่อนรวย และแก่แต่จน” ที่หลายคนค่อนขอดและ น้อยเนื้อต่ำใจ

แต่นี่คือ ความจะเป็นจริงที่ใกล้ตังเรามากที่สุด

 

OECD ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การสูงวัยของประชากรเป็นความท้าทายร่วมของโลก โดยในกลุ่มประเทศ OECD จำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปต่อประชากรวัย 20-64 ปี จะเพิ่มจากประมาณ 33 คนต่อวัยทำงาน 100 คนในปี 2025 เป็น 52 คนในปี 2050 (OECD⁠ )

ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเดียวกัน แต่มีความท้าทายมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายๆประเทศ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยในขณะที่รายได้และความมั่งคั่งเฉลี่ยของประชาชนยังต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นมาก ถึงมากที่สุด

 

OECD ระบุว่า คนไทยอายุ 60 ปีในปัจจุบันสามารถคาดหวังว่าจะมีชีวิตต่อไปอีกประมาณ 22 ปีสำหรับผู้ชาย และ 24 ปีสำหรับผู้หญิง ขณะที่อัตราการเกิดที่ต่ำจะยิ่งทำให้อัตราการพึ่งพิงผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น 

นั่นหมายความว่า การเกษียณไม่ใช่เรื่องของการเตรียมเงินไว้ใช้ให้ตัวเองเพียง  5 หรือ 10 ปี นี่ยังไม่ได้รวมถึงค่าใช้จ่ายในการไปใช้ชีวิต ท่องเที่ยว ดูโลก ให้รางวัลชีวิต หลังการทำงานมาตลอดชีวิต สู่วัยอิสระ และได้ดูแลลูกหลาน

แต่อาจหมายถึงการต้องมีรายได้เพียงพอสำหรับชีวิตหลังวัยทำงานอีก 20-25 ปี หรือมากกว่านั้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน?”

แต่ต้องถามว่า “เราจะมีเงินใช้ได้นานเท่ากับชีวิตของเรา และมีพอหรือไม่?”

 

OECD ไม่ได้มองแค่ว่า “มีบำนาญหรือไม่” แต่ดูว่า “บำนาญเพียงพอหรือไม่”

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ OECD ใช้ประเมินความมั่นคงหลังเกษียณคือ Pension Replacement Rate หรือสัดส่วนรายได้หลังเกษียณเมื่อเทียบกับรายได้ในช่วงทำงาน

กล่าวอย่างง่าย หากก่อนเกษียณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท และหลังเกษียณมีรายได้ 15,000 บาท Replacement Rate เท่ากับ 50%

OECD ใช้ตัวชี้วัดนี้เพื่อสะท้อนว่าระบบบำนาญสามารถ “ทดแทนรายได้จากการทำงาน” ได้มากเพียงใด ไม่ได้กำหนดว่า 50% เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสากลตายตัว อย่างไรก็ตาม ในแบบจำลองล่าสุดของ OECD สำหรับแรงงานรายได้เฉลี่ยที่ทำงานครบอาชีพ ค่า Gross Replacement Rate เฉลี่ยของ 38 ประเทศ OECD อยู่ประมาณ 52% (OECD⁠ )

ตัวเลขนี้ทำให้เรากลับมาถามประเทศไทยว่า คนไทยจำนวนเท่าใดที่กำลังเดินเข้าสู่วัยเกษียณโดยมีรายได้หลังเกษียณใกล้เคียงระดับดังกล่าว?

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คนไทยอีกจำนวนเท่าใดที่ยังไม่มีเงินบำนาญอย่างเป็นระบบเลย?

นี่คือเหตุผล และโจทย์ที่ท้าทายที่ประเทศไทยต้องมี “กองทุนการออมแห่งชาติ”

 

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีระบบบำนาญข้าราชการ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเครื่องมือการออมเพื่อเกษียณหลายรูปแบบ

แต่ปัญหาสำคัญคือ คนไทยจำนวนมากประกอบอาชีพอิสระ เป็นเกษตรกร ค้าขาย รับจ้าง หรือทำงานอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ และไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบบำนาญภาคบังคับอย่างเพียงพอ

นี่คือช่องว่างที่นำไปสู่การจัดตั้ง กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.

กฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์ของ กอช. ไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อส่งเสริมการออมของสมาชิกและสร้างหลักประกันการจ่ายบำนาญและผลประโยชน์เมื่อสิ้นสมาชิกภาพ โดยมุ่งเติมเต็มระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่นอกระบบ 

ดังนั้น กอช. จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “กองทุนอีกหนึ่งกองทุน” แต่ควรมองว่าเป็น National Savings Safety Net

โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ช่วยให้คนไทยซึ่งอยู่นอกระบบบำนาญมีโอกาสสร้างเงินสำหรับชีวิตหลังวัยทำงานด้วยตนเอง โดยมีรัฐร่วมสนับสนุน

ประเทศที่เตรียมพร้อมก่อน ย่อมรับมือสังคมสูงวัยได้ดีกว่า

เมื่อพิจารณาประสบการณ์ต่างประเทศ จะเห็นหลักการร่วมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ประเทศที่มีระบบเกษียณเข้มแข็งไม่ได้พึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียว แต่สร้างระบบที่ทำให้ประชาชน เข้าสู่ระบบการออมจำนวนมาก ออมต่อเนื่อง และออมเป็นเวลานาน

OECD รายงานว่า ประเทศอย่าง Australia และ Japan มีความครอบคลุมของระบบบำนาญมากกว่า 90% ของกำลังแรงงาน ขณะที่ประเทศที่มีความครอบคลุมต่ำมีความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุจะต้องกลับไปพึ่งพาครอบครัวมากขึ้น 

นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยเพราะในอดีต เราอาจคิดว่า “แก่แล้วลูกหลานจะดูแล” แต่ในสังคมที่เด็กเกิดน้อย ครอบครัวเล็กลง และคนวัยทำงานต้องรับภาระผู้สูงอายุมากขึ้น สมการนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

การฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับลูกหลานจึงไม่ใช่ระบบบำนาญที่ยั่งยืน

เราต้องเปลี่ยนจาก Family Dependency ไปสู่ Financial Independence งานนี้ยาก ยิ่งเริ่มช้า ยิ่งแพง จะยิ่งยาก นี่อาจเป็นความจริงที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้

เงินที่ไม่ได้ออมในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงเงินต้นที่หายไป แต่หมายถึงผลตอบแทนทบต้นตลอดหลายสิบปีที่หายไปด้วยและหายออกจากระบบที่ควรได้พัฒนา

คนที่เริ่มออมตั้งแต่อายุ ยังน้อย มีเวลาให้เงินทำงานประมาณ 40 ปี

คนที่เริ่มเมื่ออายุ 40 ปี เหลือเวลาเพียง 20 ปี

และคนที่เริ่มเมื่ออายุ 50 ปี เหลือเวลาเพียง 10 ปี

ดังนั้น คนที่เริ่มช้าจึงต้องออมต่อเดือนมากกว่ามากเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายเดียวกัน

นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดนโยบายการออมที่ดีจึงไม่ควรรอให้ประชาชน

 “มีเงินเหลือแล้วค่อยออม”

แต่ต้องทำให้การออมเริ่มเร็ว ง่าย เข้าถึงได้ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

หากเราไม่ทำอะไร วันนี้อาจดูเหมือนไม่มีต้นทุน แต่วันข้างหน้าจะมีต้นทุนมหาศาล

หากประชาชนจำนวนมากเข้าสู่วัยสูงอายุโดยไม่มีเงินออมเพียงพอ ผลกระทบไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเพียงคนเดียว แต่จะส่งผ่านไปถึงลูกหลาน ครอบครัว ระบบสาธารณสุข ระบบสวัสดิการ งบประมาณรัฐบาล และท้ายที่สุดคือเศรษฐกิจของประเทศ

World Bank เคยเตือนถึงความท้าทายนี้ โดยคาดว่าสัดส่วนประชากรไทยอายุเกิน 60 ปีจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะยาว ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานจะลดลง เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ผู้เสียภาษีและแรงงานที่จะสนับสนุนระบบลดลง รัฐจะเผชิญทางเลือกที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่มภาษี เพิ่มงบสวัสดิการ เพิ่มภาระคนวัยทำงาน หรือปล่อยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตลดลง

OECD เองก็เตือนว่า ความยั่งยืนระยะยาวของระบบประกันสังคมไทยไม่อาจถือว่าเป็นสิ่งที่รับประกันได้ และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้รับบำนาญจะสร้างแรงกดดันต่อระบบในอนาคต ดังนั้น ทุกบาทที่ประชาชนสามารถสร้างเป็นเงินออมระยะยาวได้ในวันนี้ จึงไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะเจ้าของเงินเท่านั้น แต่กำลังช่วยลดภาระในอนาคตของครอบครัวและประเทศด้วย จาก “ให้คนออม” สู่ “ทำให้คนอยากออม”

โจทย์ของ กอช. ในยุคต่อไปนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบอกประชาชนว่า “คุณควรออมเงิน” เพราะคนไทยส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าการออมเป็นเรื่องดี

โจทย์ที่แท้จริงคือ ทำอย่างไรให้คนเริ่มออม และทำอย่างไรให้เขาออมต่อเนื่อง

เราจึงต้องออกแบบระบบการออมที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์

เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก ออมง่ายผ่านเทคโนโลยีเห็นยอดเงินเติบโตได้รับแรงจูงใจจากภาครัฐและสร้างความรู้สึกว่า “การออมให้รางวัลกับชีวิตวันนี้” ไม่ใช่เพียงการเสียสละเพื่ออนาคต

นี่คือแนวคิดสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือการออมรูปแบบใหม่ รวมถึง “สลาก กอช “ ที่นำแรงจูงใจจากการลุ้นมาประยุกต์เข้ากับการออม

หลักคิดจึงไม่ใช่แค่ “ให้คนไทยลุ้นมากขึ้น” แต่คือ “เราจะใช้สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยและมีส่วนร่วมอยู่แล้ว มาเปลี่ยนให้กลายเป็นพฤติกรรมการออมระยะยาวได้อย่างไร”

การออม คือ Freedom ในอนาคต ท้ายที่สุดแล้ว การออมไม่ได้หมายถึงการมีเงินมากที่สุด แต่หมายถึงการมี ทางเลือก ในวันที่เราอาจไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม มีเงินซื้ออาหาร มีเงินดูแลสุขภาพ มีบ้านที่อยู่อาศัย ไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน และสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองได้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ Financial Security

และนี่คือเหตุผลที่การสร้างวัฒนธรรมการออมต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เราสามารถเลือกได้ว่า **เราจะเป็นประเทศที่ “แก่แล้วจน” หรือ เป็นประเทศที่ประชาชน “สูงวัยอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี”**

ภารกิจของ กอช. ในวันนี้จึงใหญ่กว่าการเพิ่มจำนวนสมาชิก และใหญ่กว่าการบริหารกองทุน

ภารกิจของเราคือการทำให้คนไทยหลายสิบล้านคนเข้าใจว่า “การออมไม่ใช่การเอาเงินของวันนี้ ไว้ปล่อยออกไปรอไว้สำหรับวันข้างหน้า แต่คือการส่งเงินจากตัวเราในวันนี้ ไปดูแลตัวเราเองในอนาคต”

และยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไร ต้นทุนของการสร้างความมั่นคง อย่างมีศักดิ์ศรีในวัยเกษียณก็ยิ่งต่ำลง

แต่หากประเทศไทยรอจนประชาชนหลายสิบล้านคนเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจึงเริ่มแก้ปัญหา วันนั้น เราจะไม่ได้กำลังแก้ปัญหาการออมอีกต่อไป แต่กำลังแก้ปัญหาความยากจนในวัยชรา และมีเรื่องที่ตามมามากมาย

เพราะฉะนั้น เวลาที่ควรทำและเหมาะสมที่สุดในการสร้างระบบการออม และการตระหนักถึง การออมของประเทศควรเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อน และควรทำมานานแล้ว แต่เวลาที่ดีที่สุด คือ วันนี้ การออมเพื่อความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของประเทศไทย