
เคล็ดลับธุรกิจครอบครัว 800 ปี อย่าหลงรักสินค้าตัวเองจนตามโลกไม่ทัน
การรักษาธุรกิจครอบครัวให้ยืนหยัดผ่านกาลเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตระกูลเฟรสโคบัลดีจากอิตาลีสามารถส่งต่อกิจการต่อเนื่องมาได้ถึง 30 รุ่น รวมระยะเวลายาวนานกว่า 800 ปี ปัจจุบันธุรกิจของตระกูลในชื่อบริษัท มาร์เคซี เฟรสโคบัลดี หนึ่งในธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ของโลก และเป็นผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ในแคว้นทัสกานี
กว่าจะมาถึงจุดนี้เส้นทางการทำธุรกิจของตระกูลไม่เคยหยุดนิ่งสักครั้ง เดิมทีบรรพบุรุษเริ่มต้นจากการเป็นนายธนาคารและพ่อค้าผ้าในเมืองฟลอเรนซ์ยุคกลาง ก่อนจะขยายไปทั่วยุโรป จากนั้นจึงหันมาทำเกษตรกรรม ผลิตนม และปรับเปลี่ยนมาสู่การผลิตไวน์จนถึงปัจจุบัน
ลัมแบร์โต เฟรสโคบัลดี ผู้นำรุ่นที่ 30 ได้ถอดวิธีคิด 4 ประการที่ทำให้ธุรกิจสามารถฝ่าวิกฤตสงครามโลก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งคนทำธุรกิจครอบครัวในยุคนี้สามารถนำไปใช้ได้จริงดังนี้
1. อย่าหลงรักสินค้าตัวเองจนลืมทิศทางตลาด ความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจหลายรายคือการตกหลุมรักสินค้าของตนเองมากเกินไป จนใช้อารมณ์ในการบริหารมากกว่าเหตุผล ลัมแบร์โตเตือนว่า การมีแพสชันกับสิ่งที่ทำเป็นเรื่องดี แต่พอมันกลายเป็นความหลงใหล เรามักจะมองข้ามความเป็นจริงของตลาด
ลืมดูตัวเลขต้นทุน กำไร หรือไม่ยอมรับว่าพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปแล้ว สมาชิกครอบครัวต้องแยกให้ออกระหว่างความภูมิใจในสิ่งที่ตระกูลสร้างมา กับความเด็ดขาดในการทำธุรกิจ อย่าดันทุรังทำสิ่งเดิมที่คนไม่ต้องการ เพียงเพราะเสียดายหรือยึดติดกับความสำเร็จในอดีต
2. ผู้สืบทอดต้องรู้จักเริ่มต้นจากศูนย์ การสืบทอดธุรกิจไม่ใช่การเข้ามารับมรดก นั่งเก้าอี้ผู้บริหาร แล้วกินบุญเก่า แต่คือการเข้ามารับผิดชอบสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทายาทจะถูกสอนเสมอว่าอย่าหลงระเริงกับความยิ่งใหญ่ที่ตัวเองไม่ได้สร้าง ทางรอดเดียวคือต้องพิสูจน์ฝีมือด้วยการตั้งคำถามว่า จะหาเงินและขยายธุรกิจต่อยอดจากของเดิมได้อย่างไรในยุคของตัวเอง วิธีคิดแบบนี้จะบีบให้คนรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนและทำธุรกิจด้วยลำแข้งตัวเองจริงๆ
3. สั่งสมประสบการณ์จากภายนอก การมีธุรกิจครอบครัวรออยู่มักทำให้คนรุ่นใหม่ตายใจและขาดความกระตือรือร้น ตระกูลนี้จึงตั้งกฎเหล็กให้สมาชิกครอบครัวต้องออกไปทำงานหาประสบการณ์ที่อื่นก่อนถึงจะกลับมาทำธุรกิจกงสีได้ การออกไปเจอโลกแห่งความจริงและเป็นลูกจ้างคนอื่น จะช่วยให้ทายาทมองเห็นวิธีบริหารงานแบบองค์กรนอกบ้าน และป้องกันปัญหาลูกหลานที่เข้ามารับตำแหน่งใหญ่ทั้งที่ยังไม่มีฝีมือหรือประสบการณ์บริหารคนจริงๆ
4. เตรียมพร้อมรับมืออนาคตอยู่เสมอ ถึงจะเป็นผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ แต่พอถึงจุดที่คนดื่มไวน์น้อยลงและสินค้าล้นตลาด ทางตระกูลไม่ได้นั่งรอความหวังให้ตลาดกลับมาดีเอง แต่รีบกระจายความเสี่ยงทันทีด้วยการหันไปปลูกมะกอกทำน้ำมัน ปลูกเฮเซลนัต และข้าวสาลีทำพาสต้า นี่คือบทเรียนว่าธุรกิจหลักยังต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงให้รอด แต่ก็ต้องตาไวพอที่จะหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ และอัปเดตเทคโนโลยีตลอดเวลา อย่ามัวแต่นอนกอดรายได้ในวันนี้จนลืมขยับตัวรับความเปลี่ยนแปลง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวแห่งนี้อยู่รอดมาได้หลายร้อยปี ไม่ใช่การกอดประเพณีเก่าแก่ไว้แน่นๆ แต่คือการหยิบเอาความเชี่ยวชาญเดิมมาเป็นฐานเพื่อก้าวต่อไป การจะรักษาธุรกิจให้อยู่รอดระยะยาว เจ้าของต้องใจเด็ดพอที่จะทิ้งความสำเร็จเดิมๆ และพร้อมรื้อปรับโครงสร้างใหม่ตลอดเวลา ความแข็งแกร่งที่แท้จริงจึงไม่ใช่การมัวแต่ปกป้องความยิ่งใหญ่ในอดีต แต่คือความพร้อมที่จะสู้กับอนาคตทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอด
อ้างอิง: De Massis, A. (2026, July 28). Don’t fall in love with your product: Lessons from an 800-year-old family business. IMD. https://www.imd.org/ibyimd/videos/the-interview/dont-fall-in-love-with-your-product-lessons-from-an-800-year-old-family-business/







