
โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย 3 วิกฤตกระหน่ำ "พลังงาน-ค่าครองชีพ-กำลังซื้อ"
โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย 3 วิกฤตกระหน่ำ "พลังงาน-ค่าครองชีพ-กำลังซื้อ" : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,229
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก 3 วิกฤตซ้อนทับกัน ได้แก่ วิกฤตพลังงาน, วิกฤตค่าครองชีพ และ วิกฤตกำลังซื้อ แม้ตัวเลขจีดีพีจะยังขยายตัว
- วิกฤตพลังงานจากราคาโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าสูงขึ้น กระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
- กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง โดยตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,229 ระหว่างวันที่ 23-26 ส.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม
*** ตัวเลข “เศรษฐกิจไทย” ล่าสุด แม้จะเห็นภาพ “บวก” มากขึ้น หลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 จากเดิม 2% ขึ้นมาเป็น 2.2% แต่ถ้าถามว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้รัฐบาลพอใจหรือไม่ คำตอบที่ได้กลับชัดเจนว่า “ยังไม่พอ” โดย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจโตระดับนี้ยังไม่มีคำว่าพอใจ เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจโตหรือไม่ แต่ต้องถามต่อว่า ทำไมประเทศไทยจึงโตได้เพียงระดับนี้ ทั้งที่ศักยภาพของประเทศควรเติบโตได้มากกว่านี้
*** ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มองไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้า แต่ยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องเร่งผลักดัน โดยเฉพาะการลงทุน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% และรัฐบาลมองว่า เป็นสัญญาณว่ามาตรการประคองเศรษฐกิจที่ออกมาเดินมาถูกทาง โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และ มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ออกมาในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน
*** อย่างไรก็ตาม ถ้าล้วงเข้าไปดู “ไส้ใน” ของเศรษฐกิจ ตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถสะท้อนความแข็งแรงของเศรษฐกิจไทยได้ทั้งหมด เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤติ 3 ระลอก” ที่กำลังซ้อนทับกัน คือ 1.วิกฤติพลังงาน 2.วิกฤติค่าครองชีพ และ 3.วิกฤติกำลังซื้อ
*** วิกฤติแรก คือ “พลังงาน” ผลกระทบจากสงครามและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น และกระทบโดยตรงต่อประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ตัวเลขที่น่าจับตาคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึงประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี
เมื่อประเทศต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซในปริมาณมาก ทั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าและใช้ในการขนส่ง ต้นทุนพลังงานจึงไม่ได้กระทบเพียงภาคธุรกิจ แต่สุดท้ายจะถูกส่งต่อมายังต้นทุนสินค้าและบริการ และกลายเป็นภาระของประชาชน ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยตรง
*** วิกฤติที่สอง คือ “ค่าครองชีพ” เงินเฟ้อไตรมาส 2 กลับมาเป็นบวก 2.7% จากที่ติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI ซึ่งสะท้อนต้นทุนของผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 9% ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า แม้เศรษฐกิจจะยังขยายตัว แต่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก เมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น แต่กำลังซื้อของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การปรับราคาสินค้าก็ทำได้จำกัด สุดท้ายธุรกิจต้องเลือกว่า จะลดต้นทุน ลดการจ้างงาน หรือ ชะลอการลงทุน ...นี่จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องจับตา เพราะหากปล่อยให้ต้นทุนพุ่งขึ้นพร้อมกับกำลังซื้อที่อ่อนแอ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะที่ฟื้นตัวได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
*** วิกฤติที่สาม คือ กำลังซื้อ ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชน ไตรมาส 2 ชะลอลงเหลือเพียง 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสแรก นี่คือสัญญาณที่น่าจับตา เพราะเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญ มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงเข้ามามีบทบาทในการพยุงกำลังซื้อในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
แต่ในระยะยาว การกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรายได้ประชาชนไม่เพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจยังไม่สามารถสร้างงานใหม่ได้มากพอ ...นี่คือโจทย์ที่ “การลงทุน” ต้องเข้ามาเติมเต็ม เป็นการลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และทำให้คนไทยสามารถเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้จริง
*** ขณะเดียวกัน คลื่นการเปลี่ยนแปลงอีกลูกที่ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ AI อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กล่าวในโอกาสครบรอบ 30 ปี บมจ. โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ถึงภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจ การเข้ามาของ AI จะทำให้โครงสร้างการทำงาน และตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่ง AI สามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ขณะที่แรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะมีความสำคัญมากขึ้น และใช้ AI เข้ามาช่วยเป็นเสมือน “พนักงานที่มีความสามารถ” ช่วยทำงานในแต่ละแผนก ถ้าเราไม่ปรับตัว ก็จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่ออาชีพคนไทย ต่อการทำงาน และการจ้างงานของคนไทย ประเทศไทยต้องเตรียมคนให้พร้อมกับโลกการทำงานยุคใหม่
*** ขณะที่ด้านความมั่นคงทางพลังงาน อดีตนายกฯ ทักษิณ ชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ โดยเห็นว่า ต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “ไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูกก็ไม่มีใครมาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย” ทั้งยังได้สรุปว่า ภัยคุกคามในอนาคตจะครอบคลุมทั้งความมั่นคงชายแดน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ระบบราชการ พลังงาน และ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภายในประเทศและสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศต่างๆ เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
*** ปิดท้ายกันที่ปฏิทินข่าว... โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ ศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคข้อออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลฯ ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00-18.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 1 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า







